วิถีชีวิต วิถีคิด วิถีจิตวิญญาณ
มองผ่านผลงานของ สุวินัย ภรณวลัย (ต่อ)


ในวงกลมที่สองของมังกรจักรวาลคือ "ริ้วรอยเทพยดา" , "บูรพาไม่แพ้" และ "นักรบแห่งแสงสว่าง" (ไอโอนิค, 2541 - 2542) เต็มไปด้วยเนื้อหาเกี่ยวกับไสยศาสตร์เรื่องเร้นลับและตำนานความเชื่อของพุทธแบบชาวบ้านไม่ว่าจะเป็นเรื่องเหล็กไหล ธาตุกายสิทธิ์ พิธีกรรมไสยศาสตร์ เทวดา พญานาค การประทับทรง ตำนานพระอริยะอย่างหลวงปู่เทพโลกอุดร การฝึกกสิณ ฯลฯ ซึ่งผู้อ่านไม่น้อยที่ติดตามงานของเขามาโดยตลอดอาจเริ่มนึกสงสัยว่าเขากำลังไปผิดทางหรือเปล่า ?

"ผมเองเดิมทีก็ไม่เคยสนใจกับสิ่งเหล่านี้มาก่อน แต่ด้วยประสบการณ์ที่ผมมีไม่ว่าเรื่องพระธาตุเสด็จมาที่บ้านผม ได้เห็นพระธุดงค์ใช้พลังจิตตัดเหล็กไหล ถูกอ่านจิต ร่วมอยู่ในพิธีอัญเชิญธาติศักดิ์สิทธิ์จากมิติอื่น รวมถึงการที่ตัวเองได้มาซึ่งธาตุกายสิทธิ์ที่ว่ากันว่าหากันยากเย็น แต่ผมกลับได้มาเกือบครบในช่วงเวลา 2 ปี ประสบการณ์เหล่านี้มันเกิดกับตัวผมเองผมปฏิเสธมันไม่ได้ และผมก็นำเสนอไปตามที่ผมมีประสบการณ์…….."

"ถ้าคุณอ่านมังกรจักรวาลแล้วก็คิดว่าผมกำลังนำเสนอให้เชื่อเรื่องเหล่านี้ คุณก็อ่านได้แค่ เปลือก ของมังกรจักรวาลเท่านั้น เพราะแก่นของมันจริง ๆ แล้วก็คือการยืนยันว่าความสามารถพิเศษทางจิตมีจริงและมีการดำรงอยู่จริงของรูปธรรมและมิติที่อยู่เหนือประสาทสัมผัส….."
"พวกผมไม่ได้ยืนยันสิ่งเหล่านี้ด้วยทฤษฏีหรือคัมภีร์ แต่ผมและลูกศิษย์ล้วนมีประสบการณ์โดยตรงทั้งสิ้นและยืนยันตรงกัน นอกจากนี้ผมยังต้องการจะบอกผู้อ่านว่า ผมได้พบแล้วว่า วิชาที่ช่วยยกระดับทางจิตในระดับสูงก็มาปรากฏอยู่ในบ้านเราโดยไม่ต้องไปเสาะหาถึงหิมาลัยหรือไปเสาะแสวงหาวิชาหรือคุรุที่ไหนให้ลำบาก แค่ในกรุงเทพฯ หรือใกล้ๆ แค่นครปฐมคุณก็พบแล้ว แต่นั่นขึ้นอยู่กับภายในของคุณด้วยว่าคุณมีความจริงใจและบริสุทธิ์ใจต่อหัวใจและวิญญาณของคุณแค่ไหนด้วย ผมจึงกล้าบอกว่าแผ่นดินนี้ยังเป็นแผ่นดินศักดิ์สิทธิ์อยู่"

การลงไปสืบค้นเรื่องเร้นลับแบบไทย ๆ ทำให้อาจารย์สุวินัยได้มีโอกาสเรียนรู้และสัมผัสกับกลุ่มคนซึ่งมีความเชื่อเหล่านี้ ซึ่งส่วนมากเป็นชนชั้นล่างหรือชนชั้นกลางระดับล่างมากขึ้น ทำให้เขามองว่าทัศนคติที่นักวิชาการโดยส่วนมากหรือสื่อที่มีต่อเรื่องเหล่านี้คือมองว่างมงายหรือเหลวไหลเป็นทัศนคติที่ด้านเดียวหรือไม่ถูกต้องนัก

"ผมไม่ได้เห็นด้วยกับการไปขอหวยต่อสิ่งศักดิ์สิทธิ์หรือเทวดา แต่ผมก็ไม่เห็นด้วยกับการมองว่าพฤติกรรมเหล่านี้เป็นสิ่งเหลวไหลไม่มีคุณค่า ไม่มีความหมาย คุณต้องเข้าใจว่าระดับของการพัฒนาจิตวิญญาณมันมีหลายระดับ เริ่มจากระดับก่อนเหตุผล เช่น เชื่อด้วยความรู้สึก ด้วยได้ยินข่าวลือ หรือเชื่อด้วยศรัทธา ไปสู่ระดับของการมีเหตุผล มีการตรวจสอบวิพากษ์วิจารณ์ ท้ายที่สุดก็ต้องข้ามพันตรรกะเหตุผลทั้งปวง………"

"ที่สำคัญเมื่อมีวิวัฒนาการทางจิตผ่านจากระดับหนึ่งไปสู่อีกระดับหนึ่ง ระดับเดิมมันไม่ได้หายไปไหนแต่มันจะถูกหลอมรวมเข้าไว้ด้วยกันซึ่งเรียกกันว่า ก้าวข้ามและหลอมรวม เพราะฉะนั้นคนที่เชื่อในอิทธิปาฏิหารย์ หรือไปพบเทวดาเพื่อขอหวย เราจะไปเหมารวมว่าเขามีความเชื่อผิด ๆ ไม่ได้ แต่ที่พอพูดได้ก็คือ เขาอาจมีความเชื่อในระดับก่อนเหตุผล ปัญหาของเขาคือเขาต้องมีวิวัฒนาการความเชื่อให้ข้ามพ้นไปสู่รับดับที่สูงขึ้น…….."

"และสิ่งที่เราต้องทำคือ ต้องเปิดช่องทางให้เขาเดิน ต้องมีพื้นที่ให้เขายืน ไม่ใช่ไปบอกว่าเขาเหลวไหลและเขี่ยเขาทิ้งไปจากสารบบความคิดของเรา สำหรับตัวผมถ้าหากเราไม่เห็นด้วยกับสิ่งที่เขาทำ ทางออกที่ดีกว่าก็คือหาวิธีให้เกิดการยกระดับจากการไปขอใช้บริการจากสิ่งศักดิ์สิทธิ์หรือจากพระเกจิไปสู่การยกระดับจากจิตวิญญาณได้"

อาจารย์สุวินัยกล่าวว่า 80% ของคนในประเทศไทยยังคงเชื่อในเรื่องเร้นลับหรือไสยศาสตร์ และเกินกว่าครึ่งหนึ่งของบุคคลเหล่านี้ต่างมีประสบการณืในรูปแบบใดแบบหนึ่งโดยที่ไม่อาจหาความหมายของสิ่งที่ตนเองพบเจอได้ หลายคนตกอยู่ในสภาวะสับสน หลายคนตกลงไปในกับดักของจิต และอีกหลายคนที่หลงคิดไปว่าตนเองเป็นผู้วิเศษ ปัญหาที่เป็นเช่นนี้คือ คนที่สนใจเรื่องเหล่านี้ทั้งแบบเผยแจ้งหรือเร้นลับต่างคนต่างอยู่ ต่างคนต่างเชื่อ ไม่เคยมาคุยหรือรับฟังซึ่งกันและกัน

"ตลอดเวลาที่ผมเขียนงานชุดมังกรจักรวาล ผมได้เจอกับกลุ่มทางจิตเยอะมาก บ้างก็จริง บ้างก็ทำเพื่อผลประโยชน์ แต่ที่เห็นได้ชัดเจนคือ ต่างคนต่างกลุ่มล้วนบอกว่าของตนเองถูกทั้งสิ้น หลายกลุ่มก็ทะเลาะกันหรือบางทีในกลุ่มเดียวกันก็แตกแยกกันเอง การยกระดับจิตวิญญาณแบบรวมหมู่จึงไม่มีเพราะสร้าง "อภิจิต" ขึ้นมาไม่ได้ เมื่อไม่คุยกันไม่รับฟังกัน ต่างคนต่างกลุ่มก็ต่างกำหนดความหมายความเข้าใจไปตามแต่ที่ตนคิดตนเชื่อ ถูกบ้างผิดบ้างโดยไม่ใส่ใจซึ่งกันและกัน…….."

"เว้นเสียแต่จะมีกรณีอื้อฉาวขึ้นมาก็ทำท่าว่าจะมาพูดกัน แต่ท้ายที่สุดก็เงียบหายและกลับไปอยู่กันตามหย่อมความเชื่อเหมือนเดิม เพราะฉะนั้นคนที่สนใจเรื่องจิตวิญญาณในยุคนี้จึงนับว่าทั้งโชคดีและโชคร้าย คือโชคดีที่สามารถเห็นโทษภัยของมายาโลก แต่โชคร้ายก็คือต่างคนต่างมาลอยคอกันอยู่ในทะเลใจ-ทะเลวิญญาณ มีไม่น้อยที่กำลังจะจมทะเลนี้ตายหรือไม่ก็ทะเลาะเบาะแว้งกันด้วยไม่เข้าใจในมายาแห่งธรรม"

นอกเหนือจากงานเขียนที่กล่าวมาแล้ว สุวินัย ภรณวลัย ยังมีผลงานด้านจิตวิญญาณในรูปแบบที่เบา ๆ สบาย ๆ เช่น "ฮาร์ทแอนด์โซล" (ข้าวฟ่าง, 2540) "มังกรลั่นกลองรบ" (ดอกหญ้า, 2541) ซึ่งเป็นบทความสั้น ๆ ที่จะให้แรงบันดาลใจแก่ผู้อ่านในแง่มุมต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องชีวิต, ความรักหรือการปฏิบัติทางจิต รวมไปถึงงานเขียนอย่าง "ปัญญาอมตะ" (ข้าวฟ่าง, 2540) ซึ่งอาจารย์สุวินัยกล่าวว่าเป็นงานเขียนที่เขียนขึ้นเพื่อเป็นการแนะนำ (introduction) งานในชิ้นอื่น ๆ ของเขา โดยคัดเลือกเฉพาะข้อความสั้น ๆ ที่สำคัญหรือเป็นสาระมารวมเข้าไว้ด้วยกัน สำหรับคนที่ไม่เคยอ่านงานของเขามาก่อน หนังสือ "ปัญญาอมตะ" จะเหมาะสมอย่างยิ่งในการที่จะได้เริ่มทำความรู้จักกับงานเขียนของสุวินัย ภรณวลัย

ตอนนี้สุวินัย ภรณวลัย ยังคนเขียนงานชุดไตรภาคสำหรับเยาวชนออกมานั่นคือ ชุด "ยุวมังกร" ซึ่งเขาดัดแปลงมาจากการ์ตูน "เค็นจินักสู้" โดยมาผสมผสานกับเคล็ดวิชามวยจีนที่เขาศึกษาค้นคว้ามานานนับยี่สิบปี "ยุวมังกร 1" (เจได, 2540) และ "ยุวมังกร 2" (เจได, 2542) รวมพิมพ์เป็นเล่มเรียบร้อยแล้ว ขณะที่ยุวมังกร 3 คงจะตามออกมาในไม่ช้า

จะเห็นได้ว่า ผลงานด้านจิตวิญญาณในช่วงแรกของอาจารย์สุวินัย เป็นรากฐานที่สำคัญสำหรับแนวคิดของเขานั่นคือ "การเปลี่ยนแปลงตัวเองเพื่อเปลี่ยนแปลงโลก" หรือปัญหาวิกฤตของสังคมมนุษย์จะบรรเทาเบาบางลงไปได้ มนุษย์ต้องหันมาให้ความสนใจและความสำคัญกับการยกระดับจิตใจและจิตวิญญาณของตนให้มากขึ้น การละเลยมิติทางจิตวิญญาณในการแก้ปัญหาสังคมอาจทำให้ปัญหาหมดไปชั่วคราวแต่ในท้ายที่สุดมันก็จะหวนกลับมาใหม่อีก

การเปลี่ยนแปลงตัวเองหรือการยกระดับจิตวิญญาณไม่ได้หมายความว่าทุกคนต้องถูกบังคับให้ไปทำสมาธิหรือต้องเชื่อหรือศรัทธาศาสนาหนึ่งศาสนาใดอย่างตายตัว การทำสมาธิเป็นเพียงวิธีหนึ่งของการนำไปสู่การยกระดับจิตวิญญาณเท่านั้น มันอาจจะมีวิธีอื่น ๆ อีกมากมายเช่น ศิลป หรือแม้แต่งานที่ทำประจำอยู่ทุกวันหากทำด้วยความจริงจังและตั้งใจจริง คือทำด้วยความรักหรือการกระทำด้วยหัวใจและวิญญาณที่อุทิศต่อพระเจ้าหรือสิ่งสูงสุดที่ตนเองเคารพนับถือ นั่นก็ถือว่าเป็นการนำไปสู่การยกระดับจิตวิญญาณอันมีผลต่อการเปลี่ยนแปลงตนเอง สังคม โลกและจักรวาลได้เหมือนกัน

สำหรับงานช่วง "มังกรจักรวาล" ของเขา ซึ่งเป็นเหมือนงานสำรวจแผนที่ทางจิตวิญญาณในสังคมไทย อาจารย์สุวินัยได้พบปัญหาต่าง ๆ มากมายที่เกิดขึ้นจริงในหมู่ผู้ที่มาสนใจเรื่องจิตวิญญาณ แต่เนื่องจากวิธีการนำเสนอของตัวมังกรจักรวาลเองเป็นเรื่องเล่า จึงทำให้ไม่มีโอกาสที่จะหยิบยกปัญหาเหล่านั้นมาพูดมากนัก

"ที่ผ่านมาในงานชุดมังกรจักรวาล ผมได้ใช้สมองซีกขวาและสัมผัสที่หกของผมนำทางทั้งสิ้น ซึ่งทำให้ผมได้พบกับประเด็นปัญหาในเรื่องจิตวิญญาณต่าง ๆ มากมาย ดังนั้นหลังจากนี้ผมจะรักษาสมดุลด้วยการกลับมาใช้สมองซีกซ้ายทำการ วิพากษ์ ถึงประเด็นปัญหาเหล่านี้ ซึ่งไม่ครอบคลุมแค่เรื่องของการฝึกจิตหรือจิตวิญญาณในระดับปัจเจกเท่านั้น แต่จะครอบคลุมไปถึงมิติทางสังคม, การเมือง และวัฒนธรรม ซึ่งเข้ามาเกี่ยวข้องกับเรื่องจิตวิญญาณด้วย ผมใช้ชื่องานชุดนี้ว่า "มังกรบูรพา" หรือชื่อเต็ม ๆ ว่า "มังกรบูรพากับหลักของสรรพศาสตร์วิพากษ์" ซึ่งจะทยอยวิพากษ์ประเด็นต่าง ๆ เป็นประเด็น ๆ ไป ตอนแรกเขียนเสร็จเรียบร้อยแล้วชื่อ "มายาแห่งธรรมในทะเลใจ" ว่าด้วยความเชื่อเร้นลัยในสังคมไทย (ไอโอนิค, 2543……."

"แรกทีเดียว หลังจากเขียนงานชุดมังกรจักรวาลเสร็จสมบูรณ์ ผมก็ตั้งใจที่จะเก็บตัวมุ่งหน้าฝึกฝนปฏิบัติอย่างจริงจัง โดยไม่คิดที่จะสร้าง งานทางความคิด ออกมาอีกแล้ว แต่ไม่นานหลังจากนั้นผมได้พบกับ คุรุเทพ (เสด็จเตี่ย กรมหลวงชุมพรเขตอุดมศักดิ์) ทำให้ทุกอย่างที่ผมวางแผนไว้เปลี่ยนไป เสด็จเตี่ยท่านได้เตือนให้ผมระลึกถึง ภารกิจ ที่ผมได้ให้สัญญาไว้ก่อนอาสามาเกิด ซึ่งเมื่อผมประมวลจากสิ่งที่ผมได้ทำมา ผมก็คิดว่า สิ่งที่ผมทำได้และได้ทำให้กับสังคมนี้มากที่สุดก็คือการสร้างแรงสั่นสะเทือนทางความคิดให้กับผู้คนในสังคมโดยผ่านปากกา "ฤทธิ์" (Force) อย่างหนึ่งแต่เป็นฤทธิ์ทางพลังความคิด เป็นฤทธิ์ทางพลังปัญญา…."

"นั่นทำให้ผมคิดว่าถ้าผมจะช่วยเหลือประเทศ สังคมและผู้คนที่ผมรักนี้ได้ ผมต้องทำงานผ่าน งานความคิด ผมจึงมีไฟที่จะกลับมาเขียนงานความคิดอีกครั้ง เพราะฉะนั้นงานชุด "มังกรบูรพา" จะเป็นการนำเสนองานความคิดเป็นหลัก โดยที่เราจะยืนอยู่ข้าง "สิ่งศักดิ์สิทธิ์" อย่างเป็นเหตุเป็นผล และท้าทายให้ปัญญาชนซึ่งยังมีความคับแคบกับเรื่องพวกนี้และชาวบ้านที่ยังเชื่อเรื่องพวกนี้อย่างง่าย ๆ และไม่คิดใคร่ครวญ ให้มาหาจุดยืนหรือความเข้าใจร่วมที่จะมีต่อเรื่องจิตวิญญาณด้วยกัน"

4. ด้านที่เร้นลับของสุวินัย ภรณวลัย
จากที่เราได้กล่าวมาทั้งหมดนั่นอาจเป็นเพียง ภาพรวม ที่เป็นด้าน เผยแจ้ง ในชีวิต ความคิด
และผลงานของ ดร.สุวินัย ภรณวลัย ซึ่งเขากล่าวว่ามันยังไม่สมบูรณ์หากไม่ได้พูดถึงมิติหรือ ด้านที่เร้นลับ ของตัวเขา โดยเฉพาะส่วนที่เป็นคุณสมบัติด้านเร้นลับของเขาที่ ผลักดัน และ ยืนยัน ให้ตัวเขานำเสนอจุดยืนทางจิตวิญญาณที่แตกต่างจากการนำเสนอเรื่องจิตวิญญาณโดยทั่ว ๆ ไป

อาจารย์สุวินัยเคยบอกกับผมว่า สุดยอดแห่งความสามารถหรือคุณสมบัติด้านเร้นลับของตัวเขา คือสามารถที่จะดึง "พลังศักดิ์สิทธิ์" ที่มองไม่เห็นให้มาเกื้อหนุนชีวิตในทางโลกและทางธรรมของตัวเขาได้อย่างรวมศูนย์และต่อเนื่องไม่ขาดสาย โดยที่เขาได้จำแนกคุณสมบัติที่เร้นลับของเขาไว้ 9 ประการคือ

(1) ฤทธิ์ (Force)
"ผมยังอาจไม่ได้มีฤทธิ์ (Force) เชิงอภิญญาอย่างที่คนทั่ว ๆ ไปเข้าใจเรื่องฤทธิ์ แต่ถ้า ฤทธิ์
หรือ พลัง ที่ผมพูดถึงนี้ หมายถึง พลังทั้งหมดของบุคลิกภาพทั้งทางกาย, ความคิด, อารมณ์, จิตวิญญาณ ซึ่งจะใช้เพื่อการผลักดันไปในทางสร้างสรรค์และบรรลุจุดมุ่งหมายของตนที่ได้ตั้งใจไว้ในมิติของวิญญาณ ฤทธิ์ ที่ว่านี้ผมมีอยู่อย่างเต็มเปี่ยม มันเป็นคุณสมบัติแห่งเทพฤทธิ์ที่ผมมีคือ ฤทธิ์ในทางความคิด ฤทธิ์ที่จะสร้างความสั่นสะเทือนในทางความคิด ซึ่งผมมีมาตั้งแต่ผมเขียนงานในเชิงมาร์กซิสต์ และยังคมมีอยู่เมื่อมาเขียนเรื่องมวยจีน เรื่องปรัชญาอภิมนุษย์ หรือเรื่องมังกรจักรวาล ผมกล้ายืนยันได้ว่าไม่มีงานเขียนของผมชิ้นไหนที่เขียนออกมาแล้วไม่มีแรงสั่นสะเทือนทางความคิดต่อคนในวงการนั้น ๆ"

(2) ความเร้นลับในกระบวนการค้นพบตัวเอง
"ผมมีจิตสำนึกในเรื่องรักความเป็นธรรมและจิตสำนึกเพื่อผู้อื่นมาตั้งแต่อายุ 14 ปี ซึ่งตอน
นั้นผมเริ่มหัดมวยใหม่ ๆ อายุประมาณ 19 ปีตอนผมไปเรียบต่อที่ญี่ปุ่นได้ประมาณปีเศษ มีหมอดูยิบซีเป็นผู้หญิงสาวสวยคนหนึ่งมาดูลายมือผมแล้วทักว่าต่อไปผลจะกลายเป็นผู้นำทางความคิด ทั้ง ๆ ที่ตอนนั้นผมเป็นเพียงนักศึกษาปี 1 เท่านั้นเอง……"

"ท่านอาจารย์ที่ให้ใบอนุญาตเปิดสำนักมวยกับผม ผมก็ไม่ได้ร่ำเรียนกับท่านโดยตรง เพียง
แต่ท่านเห็นผมในตอนนั้นมีบุคลิกที่มุ่งมั่นและเอาจริงกับเรื่องมวยมาก ท่านก็ชอบใจและให้ใบอนุญาตผมมาด้วยความ ใจกว้าง ของท่าน ผมไม่ได้พูดยกยอตนเอง ผมเชื่อว่าท่านคงเห็นศักยภาพบางอย่างที่ผมมีจากการแค่เคลื่อนไหวท่ามือที่ผมแสดงให้ท่านดูเพียงไม่กี่ท่า ซึ่งสะท้อนความเป็นมาในการฝึกฝนวิชาฝีมือของผมได้แจ่มแจ้ง……ปัจจุบันท่านอาจารย์ไปอยู่ในปรภพแล้ว ผมดีใจที่ผมก่อตั้งสำนักยุทธธรรมด้วยลำแข้งและสองมือของผมได้ โดยไม่ทำให้ท่านอาจารย์ผู้ให้ใบอนุญาตผมผิดหวังในตัวผม"

แม้ตอนผมหันมาศึกษาวิชาทางจิต ผมกล้าพูดว่า แต่ละท่านที่ผมกราบท่านเป็นคุรุ ด้วยศักยภาพที่ผมมีผมสามารถเป็นศิษย์เอกของสำนักนั้น ๆ ได้ไม่ยาก เพียงแต่ผมไม่ปรารถนาเป็น หนึ่ง หรือ สอง ในสายหนึ่งสายใดหรือสำนักหนึ่งสำนักใดเท่านั้น ผมมีความปรารถนาอย่างแรงกล้าที่จะมีความสัมพันธ์อย่างแนบแน่นกับทุก ๆ สาย ไม่ว่าจะเป็นสายพุทธ, สายฤาษี, สายเทพ, หรือสายเซียน และผมอยากจะสานความสัมพันธ์เหล่านี้ในลักษณะที่หยั่งรากได้ให้กับตัวเองและคนรุ่นหลัง สิ่งนี้เป็นเจตนารมณ์ทีผมค้นพบในกระบวนการเสาะแสวงหาตัวเองของผม ซึ่งถ้ามองจากมุมมองของผมมันเป็นความเร้นลับอย่างหนึ่งของชีวิตผม"

(3) ความเป็นตัวของตัวเอง
"มันเป็นเรื่องน่าประหลาดมากที่ผมยังคงความเป็นตัวของตัวเองในทางความคิดของผมไว้
ได้ แม้ว่าผมจะเคารพและนับถือคุรุของผมอย่างเหลือเกิน ตอนที่ผมถกเถียงหรือโต้แย้งกับหลวงปู่ (ดูใน "นักรบแห่งแสงสว่าง") ผมไม่ได้ไม่เคารพท่าน ผมเคารพท่านมากแต่ผมก็ต้องแสดงจุดยืนของผมเองบนพื้นฐานของความเคารพ ซึ่งลูกศิษย์โดยทั่ว ๆ ไปคงหาได้ยากที่จะเป็นเช่นนั้น……."

"ผมเคารพและรักท่านแต่ผมก็ไม่ได้ยึดติดในความเป็นตัวท่าน ซึ่งผมคิดว่าด้วยความสามารถเหล่านี้เอง ที่ทำให้ผมสามารถมองเห็นและประเมินคุณค่าในด้านจิตวิญญาณของตัวคุรุและคำสอนของท่านในประเด็นที่คนอื่นมองข้ามกันไปหมดได้ และสามารถให้คุณค่าในด้านจิตวิญญาณต่อเรื่องต่าง ๆ ได้ใหม่ โดยไม่ยึดติดอยู่กับกรอบความคิดหรือกรอบความเชื่อหรือสถานภาพทางสังคมของท่านเหล่านั้นหรือเรื่องนั้น ๆ ได้"

(4) พลังแห่งการอธิษฐานจิต
"ในระยะหลัง ๆ ผมจะได้แทบทุกอย่างที่ผมอธิษฐานจิต แต่สิ่งที่ผมได้นั้นมันเป็นไป
เพื่อการเติบโตทางวิญญาณหรือเพื่อบุคคลอื่นทั้งสิ้น ตลอดเวลาที่ผมหันมาทุ่มเทศึกษาเรื่องเหล่านี้ ผมไม่เคยพบกับความอัตคัดขัดสนที่ทำให้ผมต้องชะงักหรือหยุดการสืบเสาะของผมไปได้เลย ผมจึงเชื่อว่าพระเจ้าและเหล่าเทพเจ้าท่านรับรู้และมีปฏิสังสรรค์กับผมมาโดยตลอด"
"นั่นทำให้ผมกล้าพูดว่าถ้าคุณเดินอยู่บนเส้นทางศักดิ์สิทธิ์อย่างแท้จริง คุณจะได้ในสิ่งที่คุณอธิษฐาน ซึ่งมาจากความสุจริตใจ และไม่คาดหวังผล แต่ไม่ใช่ว่าคุณจะได้ ทุกอย่าง หรอกนะ สิ่งที่คุณจะได้ คุณจะได้อย่าง พอเพียง ซึ่งได้รับการอนุมัติจากฟ้าแล้วเท่านั้น"

(5) การชี้นำจากเจตนารมย์ของฟ้า
"สิ่งที่ผมไม่คาดฝันได้เกิดขึ้นมาโดยตลอด โดยเฉพาะในช่วง 3 ปีมานี้ และจนบัดนี้ก็กำลัง
เกิดอยู่…..หลังจากที่ผมกลับจากไปพบท่านสัตยาไสบาบา ผมได้พบกับคุรุในบ้านเราอย่างไม่คาดฝันหลายท่าน รวมทั้งได้ครอบครอง เหล็กไหล ที่หาได้ยากถึง 4 ชิ้น (เหล็กไหลธรรมชาติ, เหล็กไหลปีกแมงทับ, เหล็กไหลท้องปลาไหลและเหล็กไหลทอง) ได้มีโอกาสเรียนรู้วิชาครบทั้งสายพุทธ/ฤาษี/เทพ/เซียนจากครู 4 ท่าน……."
"หรือตอนที่ผมประกาศยุติการดำเนินงานของชมรมมังกรธรรมด้วยเหตุผลภายในในช่วงต้นเดือนตุลาคม 2542 จู่ ๆ คุณสนธิญาณ หนูแก้ว ก็ได้เข้ามาปรึกษาผมเรื่องที่จะทำนิตยสาร "อาทิตย์" ยุคที่ 2 ขึ้นมาใหม่ซึ่งจะทำให้ผมสามารถเคลื่อนไหวทางความคิดออกไปในวงกว้างมากขึ้นกว่าเดิม……."
"หลายครั้งที่การยุติสิ่งใดสิ่งหนึ่งของผม กลับกลายเป็นการเริ่มต้นสิ่งใหม่ที่ดีกว่าเก่าได้อย่างที่ไม่นึกฝันเสมอ ผมเชื่อว่าเส้นทางที่ผมได้เดินผ่านมาตามกระแสเรียกร้องจากหัวใจภายในของผมมีเจตนารมย์ของฟ้าเป็นผู้นำทาง"

(6) การเข้าถึงความสมบูรณ์แห่งแผนภูมิไท้เก๊กในชีวิต
"ดูเหมือนว่าชีวิตผมถูกกำหนดให้ต้องศึกษาเล่าเรียนในวิชาตะวันตก หรือต้องฝึกสมองซ้าย
จนถึงที่สุดของมันเสียก่อนที่ตัวผมจะถูกชักนำให้มาศึกษาวิชาตะวันออกที่เริ่มจากสิ่งที่เผยแจ้งที่สุด มาสู่สิ่งที่เร้นลับที่สุดหรือจากสิ่งที่ได้รับการยอมรับกันแล้ว ไปสู่สิ่งที่ยังไม่มีใครกล้าออกมายอมรับ……."
"มันเหมือนกับในแผนภูมิไท้เก๊กที่สุดโต่งของ หยาง จะกลับเป็น หยิน เพื่อความสมบูรณ์ในตัวเอง กระบวนการเรียนรู้แบบนี้มาบรรจบพบกันเป็นวงสมบูรณ์แล้ว จนผมกล้ากล่าวได้ว่า ตัวผมในขณะนี้มีความสามารถพอที่จะเป็นผู้นำทางความคิดและจิตวิญญาณได้แล้ว แต่ผมไม่ยินยอมให้ใครมาเคารพยกย่องหรือกราบผมเป็นอันขาด ขอเพียงแต่เชื่อว่าผมสามารถเป็น ผู้นำทางที่ไว้ใจได้ ในทะเลใจก็พอแล้ว"

(7) การมีประสบการณ์ของสรรพศาสตร์เร้นลับ
"ประสบการณ์เร้นลับในถ้ำไก่หล่น (ดูใน "นักรบแห่งแสงสว่าง") ทำให้ตัวผมเปิดมิติใหม่
ของการเข้าใจและศึกษาศาสตร์เร้นลับในการปฏิบัติทางจิตได้ จากประสบการณ์ในครั้งนั้นทำให้ผมกล้ามั่นใจที่จะพูดว่า วิชาลม 7 ฐาน, 3 ศักดิ์สิทธิ์ และกาย-จิต-ปราณ ซึ่งหลวงปู่พุทธะอิสระท่านได้พูดไว้ต่างกรรมต่างวาระ เมื่อถูกมาประมวลเข้าด้วยกัน ก็คือที่สุดหรือสุดยอดของวิชาต่าง ๆ ของตะวันออกที่ไหลมาบรรจบพบกัน"
"ตัวผมเองมีความปรารถนาที่จะหลอดรวมสรรพศาสตร์ตะวันออก รวมทั้งปรารถนาที่จะให้วิชาตะวันออกหลอมรวมและผนึกแนบแน่นเข้ากับแนวคิดในเชิงสรรพศาสตร์ของเค็น วิลเบอร์ (Ken Wilber) ในโลกตะวันตก เพื่อทำให้ขอบเขตระหว่างตะวันออก-ตะวันตกหายไปและสามารถ ก้าวข้าม ไปเป็น สรรพศาสตร์แห่งมนุษยชาติ ได้ "

(8) การไม่ปฏิเสธพลังแห่งศักติ
"ผมไม่ปฏิเสธโลกนี้, ความรัก, สตรีเพศและตันตระ เท่าที่ผ่านมาผมรู้สึกว่ากระบวนการของ
การยกระดับทางจิตให้ความสำคัญกับพลังศักติ (พลังฝ่ายหญิง) น้อยเกินไป จนทำให้ผู้ฝึกจิตมองเห็นโลกนี้เต็มไปด้วยความเศร้าหมองหรือสกปรก ซึ่งแม้ไม่ผิดแต่ก็ไม่ถูกต้องทั้งหมด…."
"เพราะการคิดเช่นนั้นจะทำให้ผู้นั้นคิดหนีไปจากความเป็นจริงของโลกหรือเบือนหน้าไปจากความเป็นจริงของโลก ครั้งหนึ่งผมเคยสอนนักศึกษาในห้องเรียนว่า ถ้าแม้พวกคุณจะรู้แล้วว่าโลกของแควนตัมมันมีความซับซ้อน พิสดาร เพียงใดก็ตาม แต่สิ่งที่คุณลืมตามองเห็นอยู่และมีชีวิตอยู่กับมันอย่างชัดเจนก็คือโลกปกติที่เป็นมายานี้ คุณหนีโลกนี้ไปไหนไม่ได้หรอก การยกระดับจิตวิญญาณไม่ใช่แค่เพื่อหลุดพ้นไปจากโลกนี้แต่จะต้องเป็นไปเพื่อการร่วมสร้างสรรค์โลกใบนี้ด้วยต่างหาก"

(9) การร่วมสรรค์สร้าง (Co-Creation) กับสิ่งศักดิ์สิทธิ์
"บัดนี้ผมถือว่าตัวผมเป็นคนของเทวดา เป็นคนของเทพเจ้าหรือพระเจ้าไปแล้ว นั่นอาจรวม
ถึงการที่ผมได้ตั้งจิตปณิธานขอเป็น พระโพธิสัตว์ เพื่อร่วมสร้างร่วมสานให้โลกและสิ่งศักดิ์สิทธิ์ทางจิตวิญญาณเคลื่อนตัวไปอย่างมีวิวัฒนาการสูงขึ้น……"

"ครั้งหนึ่งผมเคยปรารถนาให้ตัวผมเป็นสื่อที่จะส่งสัญญาณความรักอันศักดิ์สิทธิ์ไปสู่ผู้คน ต่อมาผมเชื่อว่าผมเป็นมือเป็นเท้าให้กับพระเจ้า ในขณะนี้ผมคิดว่าผมกำลังทำงานอยู่โดยมี สิ่งศักดิ์สิทธิ์ เป็นที่ปรึกษาซึ่งในท้ายที่สุดผมคิดว่ามนุษย์และสิ่งศักดิ์สิทธิ์ทั้งหลายจะต้องหันมาปรับเปลี่ยนความเข้าใจในเรื่องความสัมพันธ์กันใหม่ คือคนเราต้องเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมจากการอ้อนวอนร้องขอใช้บริการจากเทวดา เทพพรหม มาเป็นการร่วมกันทำงานเพื่อสังคมโลกและจักรวาลซึ่งเราดำรงอยู่ด้วยกัน"
ดร.สุวินัย ภรณวลัย กล่าวทิ้งท้ายว่า ปลายทางของผู้ปฏิบัติธรรมในรูปแบบเดิมจะเป็นจุดเริ่มต้นแห่ง วิถีบูรณาการทางจิตวิญญาณของเขา ซึ่งดูเหมือนยังอีกยาวไกลและคงกินเวลาตลอดชีวิตที่เหลือของเขา

คำตาม
หลายต่อหลายปีทีผมได้รู้จักและติดตามอาจารย์สุวินัย ภรณวลัย ไปในหลาย ๆ สถานที่ หลาย ๆ โอกาสของการสืบค้นด้านจิตวิญญาณของ อาจารย์ ทีผมเคารพรัก สิ่งที่ พวกเรา พบเจอก็คือ ทุกครั้งที่อาจารย์สุวินัยเริ่มสืบค้นเรื่องอะไรใหม่ ๆ มักจะมี พวกเรา คนที่อยู่ใกล้ชิดอาจารย์ไม่ว่าจะเป็นเพื่อนหรือลูกศิษย์หยุดถอยห่างออกไปด้วยไม่แน่ใจหรือไม่เข้าใจว่าที่อาจารย์กำลังทำอยู่นั้นจะนำพวกเราไปสู่ที่ใดกันแน่ ?
หลายคนเป็นห่วงและกังวล เพราะบางครั้งในสายตาของพวกเรา สิ่งที่ "อาจารย์กำลัง" ทำอยู่นั้นมัน "กล้า" และ "ท้าทาย" ความเข้าใจในเรื่องจิตวิญญาณในสังคมนี้เหลือเกิน และความกล้าเกินไปนี้หลายคนกลัวว่าสิ่งที่อาจารย์ทำอยู่นั้นมันจะเสี่ยงมากไป

ผมเอกมักถูกคาดหวังว่าจะต้องเข้าใจสิ่งที่อาจารย์ทำอยู่ไม่มากก็น้อย แต่ถ้าถามจริงและตอบตรง ผมก็คงต้องบอกว่า ตัวผมเองคงไม่ได้เข้าใจทุกอย่างที่อาจารย์ทำอยู่ทั้งหมดหรอก แต่สิ่งที่ยังไม่เปลี่ยนแปลงไปในความรู้สึกของผมก็คือ "ความเชื่อใจ" ตัวผมเองอาจจะอยู่ในฐานะที่สามารถสอบถามหรือโต้แย้งกับอาจารยได้ และทุกครั้งที่ผมเกิดความสงสัยและซักถาม ผมก็พบว่าอาจารย์สุวินัยที่ผมรู้จักและขอเข้าไปเรียนมวยเมื่อ 5 ปีก่อน กับอาจารย์สุวินัยที่ผมกำลังพูดคุยอยู่ในขณะนี้ยังคงมี "เจตนารมย์แห่งหัวใจและวิญญาณ" ดังเดิม แสงสว่างแห่งความรักและความให้ต่อผู้อื่นยังคงส่องฉายอยู่
สิ่งนี้เองที่เป็น "คำตอบเดียว" ที่ผมมีสำหรับ "ความเชื่อใจ" ซึ่งมาแทนที่ "ความเข้าใจ" สำหรับอาจารย์สุวินัย ภรณวลัย ในทะเลใจ ทะเลวิญญาณแห่งนี้

*********************

เสียงสะท้อนบางส่วนจากผู้อ่านงานของ สุวินัย ภรณวลัย

"หายากเหลือเกินครับที่งานเขียนของคน ๆ หนึ่งในสังคมจะมีผลกระทบขนาดใหญ่ต่อสำนึกของคนจำนวนมาก ๆ และคนเขียนมีความคิดที่เรียกว่า Right and Bright พร้อม ๆ กัน ผมเองไม่มีอำนาจอะไรจะดลให้ความปรารถนาของอาจารย์ได้สำเร็จ แต่ผมก็ยังมีอำนาจอย่างหนึ่งที่จะควบคุมมณฑลของตัวผมเองให้ไปในทางที่ถูกที่ควรตามที่อาจารย์ได้เขียนอีกให้ได้จำกัน"
--ต่อศักดิ์

"ในฐานะนักรบทางจิตวิญญญาณที่ไม่ยอมพ่ายได้มีใครบางคนได้คอยติดตามเฝ้าดูความเคลื่อนไหวได้เห็นสิ่งที่อาจารย์เชื่อ คิด ทำ สอน พูด บ่น (แม้จะไม่ทั้งหมด) และผมก็ได้รับรู้ด้วยว่าการใช้ชีวิตที่อาจารย์เชื่อว่าถูกต้อง ดีงามด้วยความเด็ดเดี่ยวของอาจารย์จะต้องพบกับแรงเสียดทานมากขนาดไหน จะต้องพบกับคนที่ไม่เข้าใจสิ่งที่อาจารย์กำลังทำอยู่มากเหลือเกิน ไม่ว่าจะเป็นคนทั่ว ๆ ไป หรืออาจารย์คนอื่น ๆ และนักศึกษาเอง และหลาย ๆ ครั้งที่ได้รับรู้ถึงความปวดร้าวและความทดท้อของอาจารย์ แต่ความปวดร้าวของอาจารย์ที่ทำให้ผมต้องเขียนมาถึงอาจารย์ก็คือ การที่อาจารย์ท้อกับการเป็นอาจารย์ในคณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และคิดที่จะลาออกอยู่หลาย ๆ ครั้งในช่วงหลัง ๆ
อาจารย์รู้มั๊ยครับว่าในขณะที่มีนักศึกษาที่ไม่เข้าใจในสิ่งที่อาจารย์กำลังทำอยู่หรืออาจไม่ได้ใส่ใจอะไรในสิ่งที่อาจารย์ทำและเป็น ขณะเดียวกันนั้นก็ได้มีนักศึกษาบางคนเฝ้ารอคอยที่จะได้เรียน ได้พูดคุยกับอาจารย์อยู่
อาจารย์เคยบอกไม่ใช่หรือครับว่า "Truth needs a hero"
ผมอยากจะบอกกับอาจารย์ว่า "You are my hero"
--นักศึกษาคนหนึ่ง

"ผมในฐานะผู้ไม่รู้ทางจิตผู้หนึ่งได้ติดตามงานเขียนของอาจารย์หลายเล่ม ตั้งแต่ "สมาธิหมุน" มาจนถึงเล่มสุดท้ายคือ "บูรพาไม่แพ้" เนื่องจากความเคลือบแคลง เพราะหากมีความกระจ่างตั้งแต่เล่มแรก ผมก็คงไม่ต้องตามอ่านเรื่อยไป และถ้าหากไร้สาระตั้งแต่เล่มแรกผมก็คงอ่านไม่หมดเล่มแรกด้วยเช่นกัน ดังนั้นความเคลือบแคลงดังกล่าว ทำให้ผมติดตามความคิดของอาจารย์หรือของผู้รู้ซึ่งอาจารย์ได้ประสบมาเรื่อย ๆ……..
ใน "ริ้วรอยเทพยดา" นับเป็นจุดเริ่มต้นที่อาจารย์ได้ประสบกับปรากฏการณ์นอกเหนือธรรมชาติ ซึ่งเป็นแรงกระตุ้นอย่างรุนแรงในการเสาะหาเหตุผลทางจิต การเสาะหาเหตุผลทางจิตมีมากขึ้นเรื่อย ๆ ใน "บูรพาไม่แพ้" การเสาะหาเหตุผลก็คือการศึกษานั่นเอง เดิมทีการศึกษาที่เราประสบมาเป็นการศึกษาด้านวัตถุทั้งสิ้น สามารถจับต้องพิสูจน์ได้ แต่การศึกษาทางจิตคงไม่อาจทำได้เช่นนั้น การใช้ตนเองเป็นผู้ทดสอบเท่านั้น จึงจะเป็นการศึกษาทางจิตดังกล่าวได้ ดังนั้นผู้อ่านที่อ่านหนังสือของอาจารย์โดยมีความยึดมั่นทางวัตถุมากเกินไปและนำหลักการทางวัตถุมาใช้กับหลักการศึกษาทางจิต อาจทำให้เกิดการหลงผิดโดยมิได้ตั้งใจจากฝ่ายใดทั้งสิ้น"
--แพทย์ท่านหนึ่ง

"ครั้งหนึ่งหนูเคยที่จะ "ไม่เห็นด้วยเสียทั้งหมด" ในสิ่งที่อาจารย์พยายามทำตลอดระยะเวลา 2 - 3 ปีที่ผ่านมา….ซึ่งนั่นอาจจะเป็นเพราะวิถีชีวิตของตัวเองในช่วงนั้นยังไม่พร้อมที่จะเรียบง่าย หรืออีกนัยหนึ่งยังไม่พร้อมที่จะฝึกตนให้เป็นอภิมนุษย์อย่างที่อาจารย์ว่าได้
ตลอดระยะเวลา 2 อาทิตย์กว่ามานี้ หนูได้ไล่ย้อนไปอ่าน "ริ้วรอยเทพยดา" และ "บูรพาไม่แพ้"ใหม่อีกครั้ง เพื่อพยายามเรียนและทำความเข้าใจต่อจิตวิญญาณของอาจารย์ใหม่ทั้งหมด…..ได้ยินมาว่าอาจารย์สุวินัยไปหาร่างทรงท่านหนึ่งที่เชียงใหม่ พวกเรายังวิพากษ์วิจารณ์กันว่า เป็นไปได้ยังไงเพราะที่ผ่านมาสังเกตจากงานเขียนและตัวตนอาจารย์ไม่น่าจะเชื่อเรื่องแบบนี้ ทั้งหมดที่เราถกเถียงกันเกี่ยวกับหนังสือของอาจารย์ไม่มีบทสรุป เพียงแต่มีคำถามที่ค้างคาใจก็คือ ทำไมท่าทีที่สัมผัสได้จากหนังสือนั้นเหมือนกับว่า อาจารย์รีบทำอะไรบางอย่างอยู่รีบจนกระทั่งเรากลัวกันแทนว่าอาจจะสะดุดได้
แต่ในที่สุดก็ได้ คำตอบ แล้วค่ะ ได้คำตอบก็ในเวลาที่หมดคำถามแล้ว หมดข้อสงสัยทั้งสิ้นทั้งปวงแล้ว ……ทั้งหมดที่เป็นการเปลี่ยนแปลงจากภายในนี้…..ที่มีเหตุการณ์หลายหลากที่ทำให้ได้ทำความเข้าใจในจิตวิญญาณและวิถีที่ตนเองต้องเป็นอย่างจริงจังนี้…..ทั้งจิตวิญญาณของพี่เสกและตัวหนังสือของอาจารย์รวมทั้งจิตวิญญาณที่เป็นผู้ให้ของอาจารย์ย่อมมีอานิสงส์อย่างแน่นอน ขอกราบขอบพระคุณไว้ ณ ที่นี้ด้วยค่ะ"
--ผู้อ่านสตรีท่านหนึ่ง

(หัวใจมังกร : มังกรบูรพา 2, สำนักพิมพ์ไอโอนิค)