วิถีชีวิต วิถีคิด วิถีจิตวิญญาณ
มองผ่านผลงานของ สุวินัย ภรณวลัย
เรียบเรียงโดย เวทิน ชาติกุล
จาก "อาทิตย์" รายสัปดาห์
ฉบับพิเศษยุคที่ 2
ฉบับที่ 1100 ธันวาคม พ.ศ. 2542
เกริ่นนำ
ผมจำได้ว่า ครั้งหนึ่งอาจารย์สุวินัยเคยพูดกับผมว่า "ในสังคมนี้คงจะหาคนที่เข้าใจสิ่งที่ผมทำอยู่จริง
ๆ ได้ยาก" ผมเก็บเอาคำพูดที่อาจารย์สุวินัยผู้ซึ่งผมเคารพรักคนหนึ่งได้พูดไว้มาทบทวนก็เห็นท่าว่าจะจริงเพราะ
- สำหรับผู้ที่ชอบในวิชาฝีมือหรือมวยจีน (ส่วนมากจะเป็นเยาวชน)
สุวินัย ภรณวลัย คือ
"ครูมวย" แห่งสำนักยุทธธรรม ผู้รักและทุ่มเทให้กับศิลปะมวยจีน
โดยเฉพาะมวยภายในเป็นชีวิตจิตใจ
ผู้ปรารถนาจะหลอมรวมวิชามวยภายใน 3 สาย คือ ไท้เก๊ก สิ่งอี้
และฝ่ามือมังกร 8 ทิศ เข้าด้วยกัน และยกระดับวิชามวยจีนให้ประสานเป็นหนึ่งเดียวกับการฝึกจิต
- ในแง่นักวิชาการ อาจารย์สุวินัย คือนักเศรษฐศาสตร์ที่ออกมาเตือนถึงพิษภัยของ
"เศรษฐกิจฟองสบู่" เป็นคนแรก ๆ แต่กลับไม่ค่อยมีใครสนใจฟัง
(ในตอนนั้น)
- สำหรับนักศึกษาในมหาวิทยาลัยที่เขาสอน หลายคนอาจไม่เข้าใจ
จนกระทั่งถึงกับรับ
ไม่ได้ เมื่อเขาให้นักศึกษาฝึกนั่งสมาธิช่วงหนึ่งก่อนที่จะเริ่มสอน
จนเกิดเป็นเหตุการณ์ที่ลุกลามไปใหญ่โตจนถึงกับทำให้เขาเกือบลาออกจากการเป็นอาจารย์
หากไม่มีนักศึกษาอีกไม่น้อยที่เข้าใจ และ คอยเป็นกำลังใจ ซึ่งทำให้เขาฝ่าวิกฤตของชีวิตการเป็นอาจารย์มหาวิทยาลัยไปได้
- สำหรับผู้ที่สนใจเรื่องเร้นลับและศาสตร์เร้นลับต่าง ๆ
สุวนัย ภรณวลัย คือผู้ที่ยอมทิ้งดีกรี
ดอกเตอร์ของตนเพื่อลงมาเรียนรู้และสืบค้นในเรื่องที่ผู้เป็นปัญญาชนไทยหรือนักวิชาการไทยโดยทั่วไปมองว่า
เหลวไหล หรือ ไร้สาระ หรือ งมงาย
- ในแง่ของ ผู้แสวงธรรม เขาคือผู้มุ่งมั่นปฏิบัติธรรมอย่างจริงจังและพยายามที่จะประสาน
หลักวิชาหรือแนวทางปฏิบัติของสายต่าง ๆ เข้าด้วยกัน จนเป็นเหตุให้เกิดความเข้าใจผิดจากบุคคลหรือกลุ่มบุคคลที่ยึดติดอยู่กับสายปฏิบัติแบบใดแบบหนึ่งอย่างตายตัวอยู่เนือง
ๆ
- ในแง่ของการเป็นนักคิดนักเขียนเกือบ 10 ปี ที่อาจารย์สุวินัย
ภรณวลัย ได้มีผลงานสู่แฟน ๆ นักอ่านออกมาไม่ต่ำกว่า 20 เล่ม แม้เนื้อหาสาระจะเปลี่ยนไป
แต่แก่นสารที่เขานำเสนอนั้นไม่เคยเปลี่ยนเลยนั่น คือ การนำเสนอทางออกทางจิตวิญญาณต่อการสะสางปัญหาต่าง
ๆ ในสังคมไทย จุดยืนเช่นนี้ทำให้เขาเป็นที่ เชื่อใจ ของสื่อ
แม้ว่าหลายครั้งการเชื่อใจของสื่ออาจไม่ได้หมายความว่าจะ เข้าใจ
สิ่งที่เขาทำอยู่ก็ตาม
ทั้งหมดที่กล่าวมาคือความหลากหลายของบทบาทของสุวินัย ภรณวลัย ตามแต่บริบทที่แตกต่างออกไป
ซึ่งหากนำมันมารวมกันเข้าก็คนจะไม่ง่ายนักที่จะคาดเดาว่าเขากำลังคิดหรือกำลังจะทำอะไร
แต่อย่างไรก็ตามหากเราได้ลองมาเรียบเรียงสิ่งที่เขาเคยคิดหรือเคยทำเอาไว้ผ่านผลงานที่ปรากฏออกมาไม่ต่ำกว่า
20 เล่ม ในรอบ 10 ปี ที่ผ่านมาสิ่งที่เขาเคยคิดและเคยทำอาจสะท้อนให้เราพอมองเห็นสิ่งที่เขากำลังคิดหรือกำลังทำอยู่ไม่มากก็น้อย
เพื่อความสะดวกในการลำดับความคิดและทัศนะเกี่ยวกับจิตวิญญาณของอาจารย์สุวินัย
ผมขอแบ่งผลงานทั้งหมดของเขาออกเป็นช่วง ๆ ดังนี้
ช่วงแรก "จากมวยจีนสู่โฮโม - เอ็กเซลเลนท์" เป็นผลงานช่วงปี
พ.ศ. 2533 - พ.ศ. 2538 ซึ่งเป็นการนำเสนอ ฐานราก ของทัศนะเกี่ยวกับจิตวิญญาณของเขา
ช่วงที่ 2 คือช่วงจุดเปลี่ยนจากการนำเสนอปรัชญาอภิมนุษย์ในช่วงแรก
ไปสู่การสืบค้นเรื่องเร้นลับโดยเฉพาะเรื่องความเป็นไปได้ของชะตากรรมคำทำนาย
ช่วงนี้แม้จะเป็นช่วงสั้น ๆ แต่ก็สำคัญเพราะเป็นรอยต่อที่สำคัญระหว่างปรัชญาอภิมนุษย์สู่มังกรจักรวาล
ช่วงที่ 3 คือชุด "มังกรจักรวาล" (พ.ศ. 2540
- 2542) ซึ่งเป็นซีรีส์เกี่ยวกับจิตวิญญาณที่ใหญ่ที่สุดชุดหนึ่งในบ้านเรา
เนื้อหาของมังกรจักรวาลซึ่งเต็มไปด้วยเรื่องราวที่เรียกว่า "magic"
(มายาศาสตร์) เช่น ไสยศาสตร์ ธาตุกายสิทธิ์ ฯลฯ และ "mystic"
(เรื่องเร้นลับ) เช่น ประสบการณ์ทางวิญญาณ, แนวทางโยคะสายต่าง
ๆ ตลอดจนศาสตร์เร้นลับทั้งหลาย
หากท่านผู้อ่านอ่านหนังสือเหล่านี้ของเขาโดยไม่รู้มาก่อนว่าก่อนหน้านี้ผู้เขียนหรือตัวอาจารย์สุวินัยมีแนวคิดเช่นไรมาก่อน
ก็อาจทำให้ตีความหรือเข้าใจจุดมุ่งหมายของผู้เขียนผิดไปได้ และในทางกลับกันสำหรับผู้ที่ติดตามอ่านงานของอาจารย์สุวินัยมาหยุดแค่ช่วงปรัชญาอภิมนุษย์ก็ย่อมเห็นเพียงส่วนเสี้ยวของจอมยุทธ์-นักเขียน-ผู้แสวงธรรมผู้นี้และอาจจะเข้าใจผิดได้เช่นกัน
เพราะฉะนั้นการมองและลำดับแนวคิดที่พลวัตร (dynamic) ของเขาอย่างเป็นภาพรวมและต่อเนื่องจะช่วยให้เราเข้าใจ
"ทั้งหมด" ของตัวเขาได้มากขึ้น
1. ช่วงแรกจากมวยจีนสู่ปรัชญาอภิมนุษย์ (Homo-Excelent) (พ.ศ.
2533 - 2536)
ก่อนหน้าที่จะมาเป็นนักเขียนจอมยุทธ์ อาจารย์สุวินัย ภรณวลัย มีผลงานวิชาการอยู่ในแวดวง
ของเศรษฐศาสตร์การเมือง เป็นที่รู้กันดีว่าอาจารย์สุวินัยสนใจแนวคิดของมาร์กซิสต์ในสายของทรอตสกี้
ตัวผมเองไม่ค่อยคุ้นเคยกับงานวิชาการในช่วงนี้ของ "อาจารย์"
มากนัก แต่ก็พอสืบทราบมาว่าอาจารย์สุวินัยมีผลงานโดดเด่น อย่างเช่น
บททดลองเสนอทฤษฎีสังคมนิยมในแง่ของวัตถุนิยมประวัติศาสตร์ (2524)
ซึ่งอาจารย์เขียนออกมาในวัยหนุ่มเพียงแค่ 24 ปีเท่านั้น! นอกจากนี้ก็มีผลงานอย่างประวัติศาสตร์ขบวนการความคิดสังคมนิยมโดยสังเขป
(2528) และทฤษฎีบรรษัทข้ามชาติ (2532)
ภายหลังจากที่มีผลงานเขียนด้านจิตวิญญาณออกมาแล้ว อาจารย์สุวินัย
ได้ย้อนกลับไปพูดถึงงานของตัวเองในยุคนั้นว่า "มันเป็นงานสมองซีกซ้าย
ซึ่งผมต้องมีพื้นฐานอยู่บนการค้นคว้าและตรรกะเหตุผลที่แน่นและมั่นคง
ซึ่งต่อมาภายหลังกลับกลายเป็นผลดี เมื่อผมหันมาศึกษาด้านจิตวิญญาณ
เพราะตรรกะแบบไดอะเล็คติค (dialectic) หรือ วิภาษวิธี ทำให้ผมสามารถเข้าใจแก่นคำสอนในเรื่องจิตวิญญาณของพุทธได้อย่างรวดเร็ว
"
"เรื่องทางจิตวิญญาณ มีบางเรื่องซึ่งอยู่เหนือตรรกะเหตุผล
ผมจึงต้องทบทวนกลับไปกลับมาระหว่างการคิดแบบสมองซีกซ้าย กับการคิดแบบสมองซีกขวา
ตัวผมเป็นคนที่ศรัทธาต่อสิ่งศักดิ์สิทธิ์ก็จริง แต่ผมก็ไม่ใช่คนที่เชื่ออะไรง่าย
ๆ แม้แต่ เสด็จเตี่ย กรมหลวงชุมพรเขตอุดมศักดิ์ ซึ่งเป็น คุรุเทพ
ของผมก็ยังกล่าวเช่นนี้"
ในขณะที่พวกเพื่อนปัญญาชนหัวก้าวหน้ารุ่นเดียวกับเขาเริ่มหันมาให้ความสำคัญกับกระแสโพสต์โมเดิร์น
(Post-modernity) แต่สุวินัย ภรณวลัย กลับสวนกระแสด้วยการเสนอผลงาน
"มวยจีนเพื่อชีวิตที่ดีกว่า" (สำนักพิมพ์ยินหยาง, พ.ศ.
2533) ออกมาสร้างความฮือฮาในหมู่คนผู้ที่หลงไหลวิชาฝีมือจนไปถึงบรรดาผู้ที่คลั่งไคล้นิยายกำลังภายในและภาพยนต์กำลังภายใน
ชีวประวัติบางส่วนของตัวอาจารย์สุวินัยเองได้ถูกนำมาเล่าอย่างที่มีการผสมผสานประสบการณ์จริงของการฝึกฝนมวยจีนอย่างต่อเนื่องและจริงจังกับเคล็ดวิชาต่าง
ๆ ดังนั้นในหนังสือเล่มนี้นอกเหนือไปจากความเป็น "ตำรามวยภายใน"
แล้ว แก่นความคิด ของเขาสำหรับผู้อ่านทุก ๆ คน ไม่ว่าจะสนใจมวยจีนหรือไม่ก็ตามก็คือ
"จงเปลี่ยนแปลงโลกนี้ด้วยการเปลี่ยนแปลงตนเอง"
อาจารย์สุวินัย เคยกล่าวกับผมว่า
"ผมเคยอยู่ในขบวนการฝ่ายซ้ายสมัยเป็นนักศึกษา เคยพ่ายแพ้และผมก็เห็นความล้มเหลวของขบวนการนี้
นักปฏิวัติจำนวนไม่น้อยนำเอาอุดมการณ์เพื่อสังคมเพื่อมวลชนมารับใช้อัตตาของตัวเอง
ในที่สุดมันก็นำไปสู่การทะเลาะเบาะแว้ง ความแตกแยกและความล้มเหลวประสบการณ์ที่ผมได้จากการเป็นมาร์กซิสต์เมื่อนำมาเทียบกับประสบการณ์ภายใน
ที่ผมได้จากการทุ่มเทฝึกฝนมวยจีนอย่างจริงจังมันทำให้ผมพบคำตอบว่า
มิติของการเปลี่ยนแปลงภายในเป็นสิ่งจำเป็นสำหรับนักรบ นักปฏิวัติหรือใครก็ตามที่มีอุดมการณ์เพื่อการเปลี่ยนแปลงทางสังคม"
อาจารย์สุวินัย ได้กล่าวถึง "ประสบการณ์ภายใน" ที่เป็นจุดเปลี่ยนครั้งยิ่งใหญ่ในชีวิตของเขาว่า
"ในตอนนั้น ผมฝึกมวยไท้เก๊กด้วยตนเองเพียงลำพัง บางครั้งก็ท้อแท้
บางครั้งก็รู้สึกอับตัน
..หนังสือธรรมะเล็ก ๆ เล่มหนึ่ง ซึ่งผมได้อ่านขณะที่อยู่บนเรือยาวซึ่งลอยอยู่กลางทะเลซึ่งกล่าวว่า
ภายในคนเราทุกคนมีธรรมชาติแห่งการตื่น ความเข้าใจและความรักแฝงเร้นอยู่
ธรรมชาตินี้เรียกว่าภาวะซึ่งเป็นธรรมชาติแห่งความรักความเข้าใจ
ความสามารถของคนที่จะแย้มยิ้มผ่อนลมหายใจเข้าออกอย่างมีสติ ผมดื่มด่ำกับข้อความนี้กลางทะเลกว้างซึ่งมีดวงดาวมากเกินที่จะนับได้
"
"ตอนนั้นผมรู้สึกว่า หัวใจผมเต็มไปด้วยความใสสว่าง แล้วรู้สึกสุขสงบอย่างประหลาดด้วยหัวใจที่เปลี่ยนไป
ผมได้พบแล้วมวยที่ใช้พลังรัก มวยที่ให้ทั้งชีวิต แสงสว่างและความรัก
ตรงนี้เองที่ทำให้ผมซึ่งเป็นคนซึ่งมุ่งมั่นที่จะเรียนรู้โลกเพื่อเปลี่ยนแปลงโลกได้ตระหนักว่า
ผมควรจะเปลี่ยนแปลงตัวเองเสียก่อน
และนั่นอาจจะเป็นการเพียงพอแล้วสำหรับผมที่จะเปลี่ยนแปลงโลกนี้
"(จากมวยจีนเพื่อชีวิตที่ดีกว่า)
การที่หนังสือ "มวยจีนเพื่อชีวิตที่ดีกว่า" ได้รับการตอบรับจากแฟน
ๆ นักอ่านเป็นอย่างดี ทำให้อีก 2 ปีต่อมาอาจารย์สุวินัยจึงนำเสนอผลงานเรื่อง
"ความรักกับจอมยุทธ์" (สำนักพิมพ์ยินหยาง, 2535)
ซึ่งเป็นภาคหยินของ "มวยจีนเพื่อชีวิตที่ดีกว่า" ออกมาสู่สายตาของผู้อ่านด้วยการนำเสนอในรูปแบบของนิยาย
โดยอาจารย์สุวินัยได้ผสมผสานส่วนหนึ่งในชีวิตจริงของเขา กับเคล็ดวิชามวยภายในและหลักพุทธธรรมเข้าด้วยกันอย่างกลมกลืนโดยผ่านตัวละคร
"สันติชาติ อโศกาลัย" ซึ่งทำให้ผู้อ่านดิ่งลึกเข้าไปสู่มิติภายในของผู้เขียนมากยิ่งขึ้น
การสูญเสียและความพ่ายแพ้ในชีวิตและความรักของสันติชาติได้ถูกทดแทนด้วยการพบกับ
"อาจารย์ที่ควรแก่การเคารพเทิดทูน" ซึ่งเป็นบทที่ดีที่สุดในงานเขียนชิ้นนี้ของเขา
นอกเหนือไปจากการสานต่อและขยายมิติของการแสวงหาภายในผ่านวิชาฝีมือและหลักธรรมดังที่เคยพูดไว้แล้วใน
"มวยจีนเพื่อชีวิตที่ดีกว่า" หนังสือ "ความรักกับจอมยุทธ์"
ของอาจารย์สุวินัยเล่มนี้ผมถือว่าเป็นนิยายรักที่ดีที่สุดเรื่องหนึ่ง
และโดยตัวของมันเองได้เปิดให้เห็นถึง "ความละเอียดอ่อน"
ของจิตใจของตัวผู้เขียนซึ่งไม่บ่อยครั้งนักที่เขาจะยอมเปิดด้านนี้ของตนออกมาสู่แฟนนักอ่านของเขา
ภายหลังจากที่อาจารย์สุวินัยได้เข้าไปส่วนร่วมในเหตุการณ์พฤษภาทมิฬ
และกลายเป็นผู้ประสานงานกลุ่มเพื่อนอานันท์ (Friends of Anand
หรือ FOA) เขาก็ได้มาเป็นคอลัมนิสต์ให้กับหนังสือพิมพ์ผู้จัดการภายใต้คอลัมน์
"มองอย่างตะวันออก" ซึ่งต่อมาส่วนหนึ่งของบทความที่ถูกตีพิมพ์ภายใต้ชื่อคอลัมน์นี้ได้ถูกนำมารวมเข้าด้วยกันในหนังสือ
"ปรัชญาอภิมนุษย์" (คบไฟ 2536) และ "วิถีมังกร"
(คบไฟ 2537)
หนังสือทั้ง 2 เล่มนี้เป็นการขยายความวิถีของการแสวงหาภายในของตัวเขา
ซึ่งได้นำเสนอไว้เป็นเบื้องต้นในนาม "มวยจีนเพื่อชีวิตที่ดีกว่า"
และ "ความรักกับจอมยุทธ์" ไว้อย่างเป็นระบบ ระเบียบ
มีหลักเกณฑ์หลักการมากขึ้นภายใต้ระบบการฝึกฝนตนเองที่เขาเรียกมันว่า
Homo-Excellent (โฮโม-เอ็กเซลเลนท์) หรือ อภิมนุษย์ ซึ่งคงเทียบเคียงได้กับแนวคิดของศรี
อรพินโธ มหาโยคีและปราชญ์คุรุตะวันออกผู้เป็นยอดอัจฉริยะในช่วงครึ่งปีแรกของศตวรรษที่
20 ที่เรียกว่า SUPERMAN ทั้งๆ ที่ในตอนนั้นอาจารย์สุวินัยยังไม่รู้จักศรี
อรพินโธ มาก่อนเลย
นอกเหนือไปจากแนวคิดเรื่อง โฮโมเอ็กเซลเลนท์แล้วในงานเขียนชุดนี้ของเขายังได้วิเคราะห์และพูดถึงพิษภัยของเศรษฐกิจฟองสบู่
รวมทั้งจิตวิญญาณแบบฟองสบู่ซึ่งเป็นอวิชชาและมิจฉาทิฐิที่แฝงอยู่ในหัวใจของคนส่วนใหญ่ที่กำลังหลงใหลได้ปลื้มไปกับการเติบโตแบบกลวงในของเศรษฐกิจในตอนนั้น
ซึ่งเขาถือว่านี่คือศัตรูที่แท้จริงของสังคมไทยอาจารย์สุวินัยอาจะเป็นคนแรก
ๆ ในเมืองไทยที่ออกมาเตือนเรื่องการแตกของเศรษฐกิจฟองสบู่
แต่ในตอนนั้นดูเหมือนแทบไม่มีใครสนใจจะฟัง
"ผมเคยพูดเรื่องนี้ให้นักศึกษา X-MBA ฟัง ปรากฏว่ามีเสียงหัวเราะกันทั้งชิ้น
ตอนนั้นไม่มีใครเชื่อ มาถึงตอนนี้คงหัวเราะไม่ออกแล้ว หลายคนมาขอให้ผมช่วย
ผมก็ช่วยอะไรไม่ได้มากไปกว่าให้กำลังใจ"
ช่วงปี พ.ศ. 2540 เมื่อเศรษฐกิจฟองสบู่แตก มีคนออกมาพูดเรื่องนี้กันเกลื่อนเมือง
แต่ตัวอาจารย์สุวินัย ซึ่งได้หันมาทุ่มเทศึกษาเรื่องจิตวิญญาณอย่างจริงจังกลับไม่ปรารถนาที่จะพูดถึง
"สิ่งที่ไม่เคยมีใครใส่ใจที่จะฟังเขาพูด" ซ้ำอีกแล้ว
ผลงานด้านเศรษฐศาสตร์ของเขาในช่วงนั้นจึงมีเพียง "การอภิวัฒน์รีเอ็นจิเนียริ่ง",
"เศรษฐกิจฟองสบู่ : บทเรียนและทางรอด" และ "เศรษฐกิจไทย
: ตายแล้วฟื้น" ซึ่งน้อยมากเมื่อเทียบกับงานเขียนด้านจิตวิญญาณที่มีออกมากว่า
10 เล่ม ในช่วงเศรษฐกิจไทยกำลังดิ่งลงเหว
หนังสือ "มูซาชิฉบับท่าพระจันทร์" (คบไฟ, 2538)
เป็นผลงานที่ประสบผลสำเร็จและเป็นที่ชื่นชอบของแฟน ๆ นักอ่าน (โดยเฉพาะสุภาพสตรี)
มากที่สุดอีกชิ้นหนึ่งของอาจารย์สุวินัย หลายคนถึงกับบอกว่า "เป็นเรื่องเดียวที่พระเอกไม่เป็นขุนแผน
พระอภัยมณีค่อยมีทางเลือกขึ้นมาหน่อย" สำหรับผลงานชิ้นนี้นอกเหนือไปจากการนำ
สารัตถะ ที่กระจายอยู่ในนวนิยายขนาดยาว (มาก) ของเอญิ โยชิคาวา
มาเรียบเรียงในสไตล์การนำเสนอของตนเองแล้ว สิ่งที่พิเศษที่สุดใน
"มูซาชิฉบับท่าพระจันทร์" ก็คือ มีการแปลคัมภีร์พระอจลนาถ
(หรือคัมภีร์แห่งจิตของพระผู้ไม่หวั่นไหว) ของท่านทากุอัน พระเซนชื่อก้องของญี่ปุ่นมารวมเข้าไว้ด้วยกัน
ถ้าจะเปรียบไปแล้ว ความสำคัญของคัมภีร์พระอจลนาถเล่มนี้
ที่มีต่อนักรบ-ผู้แสวงธรรมในสายพุทธคงใกล้เคียงกับความสำคัญที่คัมภีร์ภควัตคีตามีต่อนักรบ-ผู้แสวงธรรมในสายฮินดู
ซึ่งในเมืองไทยคงมีไม่บ่อยครั้งนักที่ผู้อ่านจะได้ ลิ้มรส คัมภีร์พุทธสายเซนซึ่งโลกยกย่องให้อยู่ในระดับคลาสสิคเช่นนี้ควบคู่ไปกับนิยายซามูไรคลาสสิคของญี่ปุ่นอย่าง
"มูซาชิ"
จะว่าไปแล้ว หนังสือ "มูซาชิฉบับท่าพระจันทร์"
เล่มนี้เหมือนสื่อกลางของความสัมพันธ์ทางความคิดและจิตวิญญาณที่ซ่อนเร้นอยู่ระหว่างตัวเขาเองกับพี่ที่เขาเคารพรักอยู่ในดวงใจของเขาเสมอ
.."เสกสรร
ประเสริฐกุล" นอกเหนือไปจากบทความชุดยาวซึ่งเกี่ยวข้องกับตัวเขาเองและ
พี่เสก อันเป็นข้อเขียนที่อาจารย์สุวินัยเรียบเรียงขึ้นมาเพื่อเสกสรรค์
ประเสริฐกุลโดยเฉพาะ (ปรากฏอยู่ใน "วิถีมังกร" ของเขา)
แล้วการเรียบเรียง "มูซาชิฉบับท่าพระจันทร์" ขึ้นมาของเขาก็เพราะได้รับแรงบันดาลใจจากข้อเขียนของเสกสรรค์เร่อง
วิถีของมูซาชิ โดยตรงด้วย
นวนิยายเรื่อง มูซาชิ นี้เคยสร้างแรงบันดาลให้กับคนทั้งคู่ในการค้นหาตัวเองและอาจารย์สุวินัยก็ปรารถนาที่จะส่งมอบแรงบันดาลใจที่ทั้งตัวเขาและ
พี่เสก เคยได้รับผ่านไปสู่คนอื่น ๆ และแน่นอนว่ามีคนจำนวนไม่น้อยที่อ่าน
"มูซาชิฉบับท่าพระจันทร์" แล้วได้รับมัน
หากผู้อ่านมีมโนคติว่าอาจารย์สุวินัย เป็นอย่าง "มูซาชิ"
แม้ไม่ผิดแต่ก็ถูกเพียงครึ่งเดียว เพราะต่อมาอาจารย์สุวินัยได้เรียบเรียง
"เค็นอิจิโร่
ดาบแห่งความรัก" (คบไฟ, 2540) ขึ้นมาเพื่อเป็นด้านหยินของ
"มูซาชิ" เพราะถ้าหากมูซาชิเป็นผู้ชายประเภทยอมทิ้งคนรักหรือจิตใจแห่งความรักเพื่อวิถีดาบแล้ว
เค็นอิจิโร่ กลับเป็นผู้ชายประเภทที่ยอมสลัดทิ้งวิถีดาบ, เกียรติยศ,
ศักดิ์ศรี, ค่านิยม, ประเพณี อย่างไม่ใยดีเพื่อผู้หญิงคนหนึ่งที่ตนเองรัก
หนังสือ "เค็นอิจิโร่" เล่มนี้อาจไม่ประสบความสำเร็จเท่า
"มูซาชิ" นั่นอาจเป็นเพราะในบ้านเราผู้คนส่วนมากถูกสอนมาให้เป็นอย่าง
"มูซาชิ" คือยอมสลัดรักเพื่อแสวงธรรม หรือไม่ก็ไม่อาจมองเห็นคุณค่าอันสูงส่งของความรักอย่างเช่น
"เค็นอิจิโร่" เห็นหรืออีกด้านหนึ่งของสุวินัย มองเห็นได้
ผลงานอย่าง "คัมภีร์มังกรตันตระ" (วิถีทรรศน์,
2540) ของเขาคือการสานต่อแนวคิดหรือมุมมองของความรักที่ปรากฏใน
"เค็นอิจิโร่" ออกไปผ่านคัมภีร์ในสายตันตระซึ่งไม่ได้ปฏิเสธ
ความรัก ในการแสวงธรรมแต่กลับหลอมรวม ความรัก รวมไปถึงเรื่องเพศเข้ากับการยกระดับจิตวิญญาณและในที่สุดก็
ข้ามพ้น มันไป "ผมไม่ได้ปฏิเสธโลกใบนี้ ผมไม่ได้ปฏิเสธความรัก
หรือมองว่าเรื่องเพศเป็นของต่ำ น่ารังเกียจ นั่นมันขึ้นอยู่กับว่าคุณมองเห็นผู้หญิงเป็นเครื่องปลดปล่อยอารมณ์เพศของคุณหรือเปล่า
หรือในทางกลับกันถ้าคุณเป็นนักบวชนั่นขึ้นอยู่กับว่าคุณเก็บกดอารมณ์เพศของคุณไว้หรือเปล่า
"
"ถ้าคุณเก็บกดมันก็จะระบายออกทางอื่นและอาจไปสร้างปัญหาที่ยุ่งยากมากขึ้น
ผมว่าทั้ง 2 แบบนั้นมันก็ไม่มีสมดุลในตัวของมันเองทั้งคู่จริง
ๆ แล้วทางออกคือเราสามารถแปลงพลังทางเพศหรือความรักแบบโลกียะไปเป็น
พลังของจิตวิญญาณ หรือความรักของพระเจ้าได้หรือเปล่าวิชาสายเต๋า
สายตันตระหรือพุทธธิเบต พูดถึงวิธีการไว้เยอะแยะมากมาย ผมได้เขียนถึงมันไปแล้ว"
2. ช่วงรอยต่อและจุดเปลี่ยนไปสู่ "มังกรจักรวาล"
(พ.ศ. 2537)
ใครก็ตามที่รู้จัก สุวินัย ภรณวลัย เป็นครั้งแรกจากงานในชุดมังกรจักรวาลของเขาอาจคิดไปว่า
เขาเป็นคนที่สนใจเรื่องเร้นลับหรือหายนะภัยในคำทำนายต่าง ๆ โดยที่ไม่รู้ว่าเขามีมิติของนักคิดอยู่ด้วยในอีกด้านหนึ่งดังที่ปรากฏในผลงานต่าง
ๆ ที่กล่าวมาแล้ว ความจริงแล้วอาจเป็นเพราะการแตกของเศรษฐกิจฟองสบู่นี่เองที่ทำให้งานเขียนของเขาในช่วงที่แสดงรอยต่อของการเปลี่ยนจากนักคิดไปสู่นักสืบค้นด้านจิตวิญญาณถูกตีพิมพ์ออกมาหลังจากที่
"มังกรจักรวาล" ตีพิมพ์ออกไปแล้ว หลายคนจึงไม่อาจเข้าใจว่าทำไมนักคิดอย่างสุวินัย
ภรณวลัย จึงหันไปสนใจเรื่องเร้นลับ? ทั้ง ๆ ที่คำตอบมันมีอยู่ชัดเจนแล้วในงานเขียนของเขาเรื่อง
"คัมภีร์มังกรวัชระ" (ดอกหญ้า 2540) และ "วิถีบูรพา"
(เคล็ดไทย, 2540)
อันที่จริงงานทั้ง 2 เล่มนี้ถูกเขียนขึ้นมาก่อนชุดมังกรจักรวาลจะถูกตีพิมพ์เป็นตอน
ๆ ในหนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจโดยใน "คัมภีร์มังกรวัชระ"
อาจารย์สุวินัยได้เริ่มพูดถึงศาสตร์เร้นลับของการฝึกจิตในสาย
มิกเคียว (วัชรยานของญี่ปุ่น) ขณะที่ใน "วิถีบูรพา"
เขาก็เริ่มพูดถึงความอาจเป็นไปได้ของคำทำนายของนอสตราดามูสอย่างเป็นระบบ
โดยวิเคราะห์ถึงความเป็นไปได้ของญานทัศนะด้วยหลักอภิมนุษย์
(Homo-Excellent) ที่เขาได้เสนอไว้ก่อนหน้านี้
"มันเป็นเรื่องที่แปลกที่สุด ใครก็ตามอ่านงานของผมก็จะทราบว่าเดิมทีผมตั้งใจจะเขียนนิยายการผจญภัยภาคพิสดารของสันติชาติอโศกาลัย
ซึ่งผมได้เริ่มเขียนไปแล้วหลายสิบหน้าทีเดียว แต่จู่ ๆ ต้นฉบับที่ผมเขียนไว้กลับหายไป
ผมหาเท่าไรก็ไม่เจอ คงไม่บังเอิญที่ตอนนั้นผมมีลางสังหรณ์เกี่ยวกับความเปลี่ยนแปลงที่จะเกิดขึ้นก่อนสิ้นสหัสวรรษนี้
ไม่ว่าจะเป็นข้อมูลทางวิทยาศาสตร์ หรือคำทำนายที่ได้จากอำนาจพิเศษของจิตที่ได้พูดถึงเรื่องนี้ไหในทำนองเดียวกันว่า
ระบบมนุษย์-โลก-ธรรมชาติ-จักรวาล-จิตวิญญาณ กำลังถึงจุดวิกฤตแล้วผมก็พบว่าความรู้ทางเศรษฐศาสตร์ที่ผมได้ร่ำเรียนมามันไม่ได้พูดถึงเรื่องนี้ไว้เลย
จากตรงนั้นผมก็เลยตั้งใจที่จะสืบค้นเรื่องนี้อย่างจริงจัง
ก็พอดีมีคนมาพบผมแล้วบอกกับผมเกี่ยวกับสมาธิหมุน" นั่นคือ
จุดเริ่มต้นของงานสืบค้นทางจิตวิญญาณที่สำคัญชุดหนึ่งในบ้านเรา
งานเขียนชุด
"มังกรจักรวาล" ทั้ง 7 เล่ม
3. ช่วง "มังกรจักรวาล" (พ.ศ. 2538 - 2542)
ช่วงที่อาจารย์สุวินัย ออกไปสืบค้นทางจิตวิญญาณจนกลายเป็นงานเขียนชุด
มังกรจักรวาล ทั้ง
7 เล่มออกมานั้น เป็นช่วงเวลาเดียวกับช่วง 5 ปีแรกของการก่อตั้ง
สำนักยุทธธรรมเพื่อฝึกโฮโม-เอ็กเซลเลนส์ ของเขาพอดีราวกับไม่ใช่เรื่องบังเอิญ
อาจารย์สุวินัยได้พูดถึงงานในชุด "มังกรจักรวาล" ของเขาว่าเป็นวงกลม
2 วง วงแรกเริ่มจาก "สมาธิหมุน" (มังกรจักรวาล ภาค
1) (ไอโอนิค, 2540) "เทคอวตาร" (มังกรจักรวาล
ภาค 2) (ไอโอนิค, 2540) "ครรลองโยคะ" (มังกรจักรวาล
ภาค 3) (ไอโอนิค, 2540) ไปจบลงที่ "คุรุมังกร"
(มังกรจักรวาล ภาค 4) ทั้งหมดนี้เป็นเสมือนบันทึกของการแสวงหาวิชาเพื่อการยกระดับทางจิตอันหลากหลาย
ไม่ว่าจะเป็นการอภิวัฒน์สมอง วิชาโยคะในแนวทางต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นภักดีโยคะ
ราชาโยคะ สหจะโยคะ ไปจนถึงวิชาพลังธรรมจักร (ฝ่าหลุนกง)
วิชาหรือแนวปฏิบัติที่ถูกเอ่ยนี้ ล้วนแต่ผ่านการฝึกฝนด้วยประสบการณ์ของเขาเองทั้งสิ้น
ทั้งนี้รวมถึงการได้มีโอกาสพบเจอกับ บุคคล ซึ่งเป็นคนสำคัญในเรื่องจิตวิญญาณที่เป็นที่รู้จักกันไปทั่วโลก
เช่น ท่านสัตยาไสบาบา หรืออาจารย์หลี่หงจื้อ ยกเว้นสมาธิหมุนในเล่มแรก
วงกลมแรกของมังกรจักรวาลคือการเปิดโลกกว้างให้กับผู้สนใจเรื่องจิตวิญญาณในบ้านเราให้กว้างขวางออกไป
และแนะนำให้ผู้อ่านหลาย ๆ คนไปได้พบกับแนวทางการปฏิบัติที่ถูกกับจริตของตน
"สมาธิหมุน" ลงตีพิมพ์เป็นตอน ๆ ในหนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจโดยอดีตบรรณาธิการเซคชั่น
จุดประกาย คุณองอาจ พึ่งพานิช (ซึ่งปัจจุบันนี้ อยู่ในเพศบรรพชิตบนภูสูงทางภาคเหนือ)
แต่เมื่อถึงคราวที่จะรวมตีพิมพ์เป็นเล่มกลับมีปัญหามากมาย สำนักพิมพ์ใหญ่
4 - 5 แห่งปฏิเสธที่จะถูกเชิญไปออกทีวี เมื่อพูดถึงสิ้งที่เขาได้เขียนไว้ใน
"สมาธิหมุน" ก็กลับถูกมองว่าเป็น "พวกเหลวไหล"
หรือ "ไม่ใช่พุทธศาสนา" ซึ่งนับเป็นครั้งแรกที่ตัวเขาได้สัมผัสถึง
แรงต้าน ของประเด็นจิตวิญญาณในสังคมไทย อย่างไรก็ตามในท้ายที่สุดสำนักพิมพ์ไอโอนิค
ซึ่งเป็นสำนักพิมพ์เล็ก ๆ ซึ่งเคยพิมพ์เฉพาะหนังสือด้านบัญชีกลับยอมพิมพ์หนังสือเล่มนี้
และสร้างปรากฏการณ์ "ขายดี" แซงหน้าหนังสือของโน้ต อุดมได้
(อย่างน้อยหนึ่งสัปดาห์)
การเสียชีวิตของมาเธอร์สูงวัยท่านหนึ่งซึ่งเป็นแฟนประจำรายการวิทยุที่อาจารย์สุวินัยได้มีโอกาสไปจัดในช่วงสั้น
ๆ ทำให้เขาเกิดแรงผลักดันอย่างแรงกล้าที่จะเขียนมังกรจักรวาลภาคต่อออกมา
แม้ "สมาธิหมุน" จะประสบความสำเร็จแต่อาจารย์สุวินัยก็ปฏิเสธที่จะไปออกรายการสื่อสาธารณะใด
ๆ อย่างสิ้นเชิง เป็นเวลา 2 ปีที่เขาเก็บตัวเงียบในห้องทำงานใช้เวลานอกเหนือจากงานประจำเขียนต้นฉบับ
"เทพอวตาร", "ครรลองโยคะ" และ "คุรุมังกร"
ออกมา ซึ่งเฉลี่ยแล้วเขาเขียนออกมาถึงวันละ 10 หน้า
อาจารย์สุวินัยจบวงกลมวงแรกของมังกรจักรวาลด้วยการเดินทางไปหา
เทพอวตาร ท่านสัตยา ไสบาบา ที่อินเดียและกลับไปกราบนมัสการ หลวงพ่อรัตน์
แห่งสมาธิหมุนผู้เป็นที่มาของหนังสือชุดนี้ ก่อนที่เขาจะกลับมาเริ่มวงกลมใหม่ของมังกรจักรวาลราวกับ
ฟ้า ได้ตระเตรียมการเอาไว้ให้ตัวเขาแล้ว