|
ความปวดร้าวของค้างคาว
"
ผมล้มแรง ๆ มาหลายครั้งแล้ว ก็นึกทุกครั้งว่ามันน่าจะตายนะ
แต่มันก็ไม่ตาย คือมันเกือบจะบ้า แต่มันก็ไม่บ้า คิดดูก็แล้วกันในสภาพที่วิทยุรัฐบาลเขาว่าเราเป็นคอมมิวนิสต์
เป็นผกค. อะไรแบบนั้น แต่ในป่าก็ว่าเราเป็นพวกแปลกปลอม เป็นพวกที่เข้ากับเขาไม่ได้
อะไรอย่างนี้ ตัวเราก็ไม่มีสิทธิจะเลือกไปไหน ความรู้สึกแบบนี้มันบ้าเอาง่าย
ๆ ได้" (หน้า 115)
--เสกสรรค์ ประเสริฐกุล "ปากคำประวัติศาสตร์" (2531)
"ผมรู้ดีว่า สิ่งแรกที่นักสู้เพื่อเสรีภาพจะต้องสูญเสีย คือเสรีภาพของตัวเขาเอง"
--เสกสรรค์ ประเสริฐกุล "เพลงเอกภพ" (2536)
หลังจากเหตุการณ์ 14 ตุลาคม 2516 เสกสรรค์ ประเสริฐกุล ได้แยกตัวออกจากศูนย์กลางนิสิตนักศึกษาแห่งประเทศไทย
และร่วมกับเพื่อน ๆ ก่อตั้งสหพันธ์นักศึกษาเสรีขึ้น การเคลื่อนไหวของเขาในช่วงนี้
เป็นการทำงานประสานกับองค์การนักศึกษาธรรมศาสตร์เสียเป็นส่วนใหญ่
ขณะเดียวกันกลุ่มนักศึกษาที่เคยมีบทบาทในช่วย 14 ตุลาคม ก็เริ่มแยกขั้วออกเป็นฝ่ายซ้ายและฝ่ายขวา
สหพันธ์นักศึกษาเสรีเองมีบทบาทอย่างสูงในด้านการหนุนช่วยขบวนกรรมกร
ชาวนา คนจนในเมือง และกลุ่มผู้เสียเปรียบอื่น ๆ ขณะที่ตลอดปี พ.ศ.
2517 ศูนย์กลางนิสิตนักศึกษาเกือบจะหมดบทบาททางการเมืองไปโดยพฤตินัย
ในระยะนี้ความขัดแย้งระหว่างนักศึกษาฝ่ายซ้ายกับฝ่ายขวา ซึ่งมีนักเรียนอาชีวะเป็นหัวหอกเริ่มประทุขึ้นประปราย
(จากคำนำเสนอใน "ปากคำประวัติศาสตร์ " หน้า 27)
แต่ที่สำคัญยิ่งกว่านั้น คือความแตกแยกที่เริ่มก่อตัวขึ้นระหว่างนักศึกษาฝ่ายซ้ายอิสระ
ที่มีเสกสรรค์เป็นตัวแทน กับนักศึกษาฝ่ายซ้ายจัดตั้งของ พคท. โดยเสกสรรค์ได้แสดงทัศนะ
เชิงวิพากษ์วิจารณ์นักศึกษาซ้ายจัดเหล่านี้ ในหนังสือ "มนุษยธรรมกับการต่อสู้ทางชนชั้น"
ของเขา
ผมได้มีโอกาสอ่านหนังสือเล่มนี้ของเขาในตอนปลายปี พ.ศ. 2518 หนังสือเล่มนี้เป็นหนังสือที่ผมชื่นชอบเล่มหนึ่ง
ไม่แพ้ "มาร์กซ์กับสังคมนิยม" ของคุณสุรพงษ์ ชัยนาม ในขณะนั้น
แต่หนังสือสองเล่มนี้ต่างก็ถูกพวกซ้ายจัดเขียนโจมตีว่าเป็นลัทธิแก้
ที่พวก พคท. ไม่ไว้ใจและวางใจเสกสรรค์ อาจเป็นเพราะพวกนี้สำเนียกได้โดยสัญชาติญาณว่า
พวกเขากับคนอย่างเสกสรรค์นั้นมี "จุดยืน ทัศนะ และวิธีการ"
ในการมองโลกแตกต่างกันโดยมูลฐาน ไม่ว่าในเรื่องของการเคารพคุณค่าความเป็นมนุษย์
(มนุษยธรรม) เสรีภาพ ประชาธิปไตย ความเป็นอิสระเป็นตัวของตัวเอง
จุดยืน ทัศนะ และวิธีการในการมองมนุษย์ของเสกสรรค์นั้นชัดมากในหนังสือเล่มนี้ของเขา
เมื่อเขาเขียนไว้ในทำนองนี้ว่า
..เราต้องไม่ลืมว่าเป้าหมายสูงสุดของการปฏวัติสังคม
คือการสร้างภววิสัยที่เอื้ออำนวยการพัฒนาของมนุษย์ให้ได้บรรลุถึงประสิทธิภาพสูงสุดในการสนองความต้องการของตนเองการต่อสู้ทางชนชั้นเป็นเพียงทางผ่าน
ในบั้นปลายแล้วต้องวัดความสุขของคนจาก ปัจเจกชน มิใช่สถาบันทางสังคม
เหมือนดั่งต้องวัดความงามของต้นไม้จากสีเขียวแห่งใบไม้แต่ละใบ
นักศึกษาซ้ายจัดหลายคนกำลังทำตัวเป็นเพียงเครื่องจักรแห่งการปฏิวัติที่ไร้วิญญาณ
ขาดความเข้าใจในมวลมนุษย์ ตีความคิดสังคมนิยมไปในทางที่ผิด กลับไปมองเอาว่า
สังคมเป็นจุดมุ่งหมายในตัวเองจึงไม่ให้ความสำคัญต่อปัจเจกบุคคล อันที่จริงแล้ว
การที่เราคิดถึงสังคมนิยมก็เพราะเราวิเคราะห์ปัจเจกบุคคลว่า มีความแปลกแยกอันเนื่องมาจากสังคม
เพราะฉะนั้น การที่มุ่งเน้นในการเปลี่ยนแปลงระบบสังคมที่เป็นอยู่ก็เพื่อให้ปัจเจกบุคคลได้เสวยผลพวงของการปฏิวัติด้วย
คือให้คนสามารถพัฒนาบุคลิกภาพ และมีความสามารถในการค้นพบสิ่งมีค่าตามทัศนะของเขาเอง
..
(หมายเหตุ) สิบเก้าปีต่อมา เสกสรรค์ในวัยหนุ่มใหญ่ที่ละเอียด
สุขุม จัดเจน ละเมียดละมุนยิ่งขึ้นกว่าเดิม ได้สรุปว่า แบบแผน รสนิยม
และปรัชญาในการใช้ชีวิตดังข้างต้นของเขานี้คือ วัฒนธรรมแบบตะวันตก
คือ "วิถีชีวิตที่มุ่งเน้นในการดัดแปลงโลก(เพื่อมาค้ำจุนคน)
ซึ่งในการที่จะบรรลุจุดหมายและเก็บรับผลพวงจากจุดหมายดังกล่าว จึงต้องดัดแปลงตัวเองไปด้วย"
(จาก "คลื่นเสรีภาพ" สำนักพิมพ์สามัญชน, ตุลาคม
2536, หน้า 83)
จุดยืน ทัศนะ และวิธีการในการมองดลกแบบตะวันตกเช่นนี้ของเสกสรรค์จึงย่อมแฝงไว้ซึ่งหน่ออ่อนความขัดแย้งระหว่างเขากับพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย
และนำมาซึ่งการแตกหักทางความคิด ในอีกไม่กี่ปีต่อมาอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
เมื่อผมได้อ่านบทสัมภาษณ์ของเสกสรรค์ ในปี พ.ศ. 2527 ที่เป็นการคุยกับคนรุ่นหลังในนิตยสาร
ปาจารยสาร (ปีที่ 11 ฉบับที่ 1 ต.ค. - พ.ย. 2527) ทำให้ได้รับทราบถึงกระบวนการศึกษามาร์กซิสม์อย่างจริง
ๆ จัง ๆ ของเขาแล้ว ผมได้ค้นพบว่าทั้งผมและเขาเข้าสู่กระบวนการศึกษาศาสตร์อันนี้
ในลักษณะที่คล้ายกันมาก คือ "ค่อนข้างเปิด ยอมรับภูมิปัญญาจากหลากหลายแหล่งโดยมั่นใจว่า
ย่อยได้ นำมาประสานกันได้ ไม่ปิดกั้นตัวเอง สามารถเก็บรับของดีจากทุกฝ่ายมาได้
มีความเป็นตัวของตัวเองสูงในวิธีการคิด การรับข้อมูล การย่อยข้อมูล
และการสรุปรวบยอดทางความคิด"
สิ่งนี้ทำให้เขาขัดแย้งทั้งกับพวกซ้ายจัดและพวกขวาจัดด้วย กลายเป็นปลาหลงฝูง
หรือเข้าพวกกับใครไม่ได้เลย ดุจ "ค้างคาว" ซึ่งเป็นหนูก็ไม่ใช่
นกก็ไม่เชิง ไม่มีใครที่จะรู้ซึ้งถึงความปวดร้าวของค้างคาวด้วยกันเอง
"คุณต้องเข้าใจว่า กระทั่งก่อนเข้าป่าในปี พ.ศ. 2518 นี่ ผม
(เสกสรรต์) ก็ยังไม่ได้จับลัทธิมาร์กซ์อย่างจริงจัง แม้เคยอ่านมาบ้าง
เพราะเป็นส่วนหนึ่งของการเรียนจึงอ่านประปราย ไม่ได้ศึกษาอย่างจริงจัง
แต่ไอ้การเป็นซ้ายของผมในช่วงนั้น มันมาจากการปฏิบัติจริง ๆ
คือเริ่มด้วยการต่อสู้ 14 ตุลา พอหลัง 14 ตุลา ขบวนการลงสู่ชนบท
เผยแพร่ประชาธิปไตยนี่ มันพาเราไปสู่ทางซ้ายโดยไม่ทันตั้งตัวเลย
เพราะประชาธิปไตยกลายเป็นของฟุ่มเฟือยสำหรับคนที่ยากไร้ เขาถูกรุมล้อมด้วยปัญหาที่ดิน
ปากท้อง นานาประการ พอเราเอาปัญหาของพวกเขามาเสนอต่อรัฐบาล ก็เลยทำให้เรากลายเป็นซ้ายโดยอัตโนมัติ
ในทัศนะของผู้ปกครอง ความจริงกลุ่มที่ผมสังกัดไม่ได้มีทฤษฎีอะไรนักหนา
ผมมาเริ่มศึกษามาร์กซิสม์อย่างจริงจังหลังเข้าป่าแล้ว เพราะมีเวลาว่างมากรอคอยนาน
พอดีมีตำราภาษาอังกฤษของมาร์กซิสม์บ้าง เลนินบ้าง ที่ทางจีนพิมพ์เผยแพร่
ผมก็เลยนั่งอ่านไป เล่มที่สำคัญ ๆ ก็คิดว่าอ่านไปเกือบหมด"
("ปากคำประวัติศาสตร์", หน้า 106 - 108)
และ "ภูมิปัญญาของมนุษย์นี่นะ มันสะสมกันมาหลายพันปี ผมคิดว่าผมอ่านของใครก็ตามนะ
อย่างของเพลโต้ ของท่านสิทธัตถะ หรือว่าของรุสโซ่อะไร พวกนี้มันก็ได้อย่างหนึ่ง
อ่านของมาร์กซ์ก็ได้อีกอย่างหนึ่ง แน่นอนว่าคนที่มาทีหลังมันได้เปรียบในแง่นี้
ผมไม่เชื่อว่า ความคิดกระแสใดกระแสหนึ่งสมบูรณ์แบบ เพียงแต่ว่าอาจจะมีระดับความสมบูรณ์มากกว่าความคิดอื่นในสถานการณ์ปัจจุบัน
..สำหรับผมการที่จะดึงจากใคร
ผมคิดว่ามันขึ้นอยู่กับว่าเรากำลังพยายามจะเจาะค้นปัญหาอะไร ในเมื่อคนหนึ่งเขาไม่มีคำตอบไว้เพียงพอ
ก็เป็นหน้าที่ของเราที่จะต้องค้นหาเครื่องมือการคิดจากแหล่งอื่น
ๆ เครื่องมือเหล่านี้เป็นเพียงการนำร่องเท่านั้น ไม่ใช่เป็นเครื่องมือสำเร็จรูปสุดท้ายแล้วผู้ที่จะเอามาประกอบและย่อยแยะก็คือตัวเราเอง
.."
("ปากคำประวัติศาสตร์", หน้า 108 - 109)
ผมมาทราบเรื่องการเข้าป่าของเสกสรรค์และเพื่อนอย่างแน่นอน ก็ภายหลังจากที่เกิดเหตุการณ์นองเลือด
6 ตุลาคม 2519 แล้ว และได้อ่าน "บันทึกจากกองร้อย" ของเขาแล้ว
ในตอนนั้นผมเริ่มสะกิดใจบ้างแล้วว่า ฝ่าย พคท. คงจะต้องไม่ไว้ใจเสกสรรค์อย่างแน่นอน
ถึงมอบงาน "สู้รบ" ที่เสี่ยงตายให้กับเขา ในขณะที่ผู้นำนักศึกษาและผู้นำประชาชนคนอื่น
ๆกลับได้รับมอบหมายงาน "การเมือง" ซึ่งเสี่ยงภัยน้อยกว่าแทน
พคท. คงต้องการได้เสกสรรค์ในฐานะ "วีรชน" เป็นคนของพรรคซึ่งเสียสละไปอย่างวีระอาจหาญ
มากกว่า "แกนนำฝ่ายค้าน" ภายในขบวนการ แต่ทั้งตัวเขา ภรรยาของเขา
และลูกชายคนแรกที่เกิดกลางป่าของเขา กลับรอดตายมาได้ราวกับนิยายเลยทีเดียว
(ดู "สะพานไผ่เหนือสายน้ำเชี่ยว", "หยดน้ำตาบนแผ่นแก้มของกาลเวลา"
รวมเล่มในเดินป่าเสาะหาชีวิตจริง, 2532)
ความปวดร้าวของค้างคาว ความโดดเดี่ยวอ้างว้างของสุนัขป่า (LONE WOLF)
มีใครบ้างที่เห็นอกเห็นใจค้างคาว ? มีใครบ้างที่รู้สึกสงสารสุนัขป่า
? และมีใครบ้างที่แลเห็นถึงความงามของค้างคาวและของสุนัขป่า ?
"ความงามที่เดียวดาย คือ งามอย่างลึกซึ้ง
คนดีที่เดียวดาย คือ ดีอย่างลึกซึ้ง"
แล้วนักรบหรือขุนโจรที่เดียวดายเล่า ใช่ชั่วร้ายโหดเหี้ยม
อำมหิตอย่างลึกซึ้งหรือไม่ ?
(จากจับอิดนึ้ง ของโกวเล้ง)
แม้เสกสรรค์จะเคยเอ่ยปากออกมาเองว่า ช่วงเวลาที่เขายอมแพ้ลงจากเขาออกมามอบตัวกับทางการในช่วงต้นเดือนตุลาคม
2523 นั้น เป็น "ความรู้สึกที่แย่" เพราะ
"คุณลองคิดดูซิ ผม (เสกสรร) ทะเลาะกับฝ่ายนำในป่าเกือบ
ถึงขั้นต้องลงไม้ลงมือ อาศัยสมัครพรรคพวก เดินทางมาสี่ห้าวัน
รอนแรมมา อดมื้อกินมื้อ พอโผล่มา อ้าวทางการเขาก็คุมผมขึ้น
ศาลากาชาด เอาหมายเลขแขวนคอ คนมามุงดูเหมือนจับ
ขุนโจรห้าร้อยอะไรสักคนได้ ไอ้ความรู้สึกไม่เป็นที่ต้อนรับ
จากฝ่ายไหนสักแห่งนี่ ผมว่ามันเป็นความรู้สึกที่แย่ ถ้าคุณทน
กับมันได้ ผมว่าคุณทนกับอะไรก็ได้.."
("ปากคำประวัติศาสตร์", หน้า 115)
แต่ผมเชื่อมั่นว่า เมื่อเวลาผ่านไปเนิ่นนานปี ตัวเสกสรรค์เองก็อาจจะยอมรับว่า
ช่วงขณะนั้นมิใช่การก่อปรากฏของ "สิ่งชำรุดทางประวัติศาสตร์"
แต่คือ "ห้วงขณะแห่งความงาม" ของชีวิต ความงามที่เดียวดาย
ความงามอย่างลึกซึ้ง อย่างน้อยน้ำตาของผมที่หลั่งไหลออกมาเมื่อทราบข่าวนี้
ยืนยันถึงความงามซึ้งของห้วงขณะนั้น
และผมก็เชื่อมั่นว่า เสกสรรค์คงจะชอบเรื่องราวของเชียวจับอิดนึ้งในนิยายกำลังภายในของโกวเล้ง
ซึ่งเป็นชีวิตการต่อสู้ ของลูกผู้ชายที่ทนรับความโดดเดี่ยวเปลี่ยวเหงา
เพื่อผดุงคุณธรรมเหมือนกับผม โดยเฉพาะคติชีวิตเชียวจับอิดนึ้งที่ได้กล่าวไว้ว่า
"คนผู้หนึ่งหากคิดมีชีวิตสืบไป ต้องรู้จักอดทน อดทนต่อความ
เดียวดาย อดทนต่อความอ้างว้าง อดทนต่อการเหยียดหยาม
อดทนต่อความเจ็บปวด จากความอดทนค่อยแสวงหาซึ่งความสุข"
อย่างไรก็ตาม การลงจากเขาออกมามอบตัวกับทางการ และยอมรับสภาพอย่างหน้าชื่นอกตรมของเสกสรรค์ว่าเขาเป็น
"สิ่งชำรุดทางประวัติศาสตร์" ไปแล้วนั้น ย่อมมีนัยยะบ่งบอกอยู่อย่างชัดเจนแล้วว่า
ตัวเขายอมรับแจ้งว่าเขาผิดพลาด
ในช่วงใกล้ครบวาระ 20 ปี 14 ตุลาคม ที่ความเป็นพี่เป็นน้องระหว่างผมกับ
"พี่เสก" แน่นแฟ้นยิ่งขึ้นนั้น พี่เสกได้เล่าให้ผมฟังว่า
ในตอนที่พี่เสกเดินลงจากป่าเพื่อมามอบตัวนั้น พี่เสกรู้สึกอย่างรุนแรงว่า
"เสรีภาพ" โดยเฉพาะเสรีภาพทางจิตวิญญาณนั้น เป็นสิ่งที่น่าหวงแหนที่สุดอย่างที่ไม่มีอะไรจะมาทดแทนได้
ไม่ว่าสิ่งนั้นจะทำในนามของ "การปฏิวัติ" ก็ตาม พี่เสกยังได้พูดถึงบทสนทนา
ตอนหนึ่งระหว่างพี่เสกกับอดีตนายกรัฐมนตรี นายอนันท์ ปันยารชุน
ซึ่งผมเคยไปผูกพันเกี่ยวข้องด้วย ตอนมี FOA เกิดขึ้น บทสนทนาตอนนี้กินใจผมมาก
เพราะพี่เสกได้เคยนำมาถ่ายทอดไว้แล้วในข้อเขียน "ตุลาคมรำลึก"
ซึ่งถูกรวมพิมพ์อยู่ในหนังสือ "คลื่นเสรีภาพ" งานเขียนเล่มล่าสุดของพี่เสกที่ออกมาควบคู่กับ
"เพลงเอกภพ" เพื่อเฉลิมฉลองวาระครบรอบ 20 ปี 14 ตุลาคม
"
(ภายหลังเหตุการณ์ 14 ตุลา) ขบวนการนักศึกษาก็แปรสภาพเป็นขบวนการ
ปฏิวัติฝ่ายซ้าย จริง ๆ แล้ว มิเพียงซ้ายหากยังซ้ายจัดอีกด้วย ใครก็ตามที่อายุเพียง
20 เศษ ๆ เมื่อคิดเปลี่ยนแปลงบ้านเมืองขั้นรากเหง้า เขาย่อมพลัดหลงเข้าไปสู่ภูมิ
ประเทศที่ตัวเองไม่คุ้นเคย ในภูมิประเทศที่ตัวเองไม่รู้จัก ผู้คนมันลนลานรีบร้อน
"คุณยอมรับมั๊ยว่าตอนนั้นคุณพลาด"
อดีตนายกรัฐมนตรี นายอานันท์ ปันยารชุน
เคยเอ่ยกับผม(เสกสรร) ในเย็นวันหนึ่ง เมื่อเรามีโอกาสรับประทานอาหารร่วมกัน
"ใช่ ผมพลาด แต่พวกเราเป็นใครล่ะ ก็เด็ก ๆ
ทั้งนั้น ผมก็อยากให้มี ผู้ใหญ่มาคิด
ทางออกให้บ้างเมืองเหมือนกัน มาชี้ทางออกบอกทางไปให้พวกเรา แต่ตอนนั้น
คนรุ่นท่านหายไปไหนกันหมด ไม่เห็นมีใครสักคนที่จะช่วยเราได้"
ผมตอบกลับ
ไปอย่างขมขื่น ท่านนายกฯ อานันท์ที่ผมชื่นชม ฟังแล้วเงียบไปสักครู่
สีหน้า
ครุ่นคิด ผมเองก็เงียบเช่นกัน
" (หน้า 66)
ลอยล่อง รอเมฆ คลื่นเว้นวรรค
ปรารถนา เพียงที่ พักสงบ
เมื่อวานนี้ เพิ่งกลับจาก "สนามรบ"
เพิ่งฝังศพ ความคิดที่ ผิดพลั้ง
.
เสกสรรค์ ประเสริฐกุล "เพลงเอกภพ" (2536)
(จากหนังสือวิถีมังกร
สำนักพิมพ์เคล็ดไทย)
|