|
ธรรมบูรณา ภารกิจศักดิ์สิทธิ์กับบทเรียนการกู้ชาติทางจิตวิญญาณของ
ศรี อรพินโธ (ตอนที่ 9)
www.suvinai-dragon.com
9. ปักหลักชุมนุมยืดเยื้อ
มีแต่คนไม่กล้าเผชิญความจริง และเขลาจนขาดความรับผิดชอบ และขาดมโนสำนึกเท่านั้นที่จะบอกว่า
ฉันขอเป็น กลาง หรือฉันขออยู่ตรงกลางระหว่างความใช่กับความไม่ใช่ ความเป็นกลาง
แบบนี้มันเป็น ความเป็นกลางที่จอมปลอม สิ่งใดที่เป็นความถูกต้อง ชอบด้วยธรรม
สิ่งนั้นเราต้องเข้าไปพิทักษ์รักษาไว้ ขจัดสิ่งที่มิใช่ธรรมทิ้งไป กอปรด้วยสติ
ศรัทธา และความกล้าหาญทางจริยธรรม นั่นแหละ ความเป็นกลางที่แท้จริง และชอบด้วยธรรม
ถึงจะเกิดขึ้นได้
หลังจากการแสดงพลังประชาชนที่ทำเนียบรัฐบาลในคืนวันที่ 5 มีนาคม 2549 แล้ว
พันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ก็ยกทัพกลับมายังท้องสนามหลวงตามสัจจะที่เคยประกาศไว้ล่วงหน้า
โดยแกนนำพันธมิตรได้ประกาศจุดยืนว่า จะทำการชุมนุมต่อเนื่องเพื่อกดดัน
พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ต่อไปจนกว่าจะลาออกจากตำแหน่ง โดยจะมีกิจกรรมปราศรัยบนเวทีในช่วงเวลาตั้งแต่เย็นเป็นต้นไปจนถึงเที่ยงคืน
สำหรับวันธรรมดาระหว่างวันจันทร์ที่ 6 มีนาคมถึงวันศุกร์ที่ 10 มีนาคม
ขณะที่วันเสาร์ที่ 11 กับวันอาทิตย์ที่ 12 มีนาคม จะมีกิจกรรมถึงช่วงตีสอง
ส่วนเย็นวันจันทร์ที่ 13 มีนาคม จะมีกิจกรรมต่อเนื่องทั้งคืนไปกระทั่งถึงรุ่งเช้าของวันอังคารที่
14 มีนาคม 2549 ก่อนจะเคลื่อนขบวนในตอนเช้าตั้งแต่เวลา 7 โมงเช้า เพื่อเคลื่อนขบวนไปปักหลักที่ทำเนียบรัฐบาลอย่างถาวร
เช้าวันอังคารที่ 14 มีนาคม 2549 ตามเวลานัดหมาย ขบวนประชาชนเรือนแสนได้มาชุมนุมที่ท้องสนามหลวงเพื่อเคลื่อนพลไปสู่ทำเนียบรัฐบาล
นี่เป็นครั้งแรกที่ทัพประชาชนของฝ่ายพันธมิตรเคลื่อนขบวนในเวลากลางวัน
พวกเขาเดินขบวนอย่างสวยงามเป็นระเบียบ ภาพที่เห็นดูไปช่างเหลือเชื่อ และลานตาจริงๆ
ข้อแตกต่างระหว่างการชุมนุมของฝ่ายพันธมิตรกับของฝ่ายพรรคไทยรักไทย คือ
ผู้ที่มาชุมนุมกับฝ่ายพันธมิตร พวกเขามาเพื่อปกป้องเสรีภาพ ความชอบธรรม
และจริยธรรมของบ้านเมืองนี้ พวกเขาส่วนใหญ่เข้าร่วมต่อสู้ขับไล่ ระบอบทักษิณ
ร่วมกับพี่น้องพันธมิตร โดยไม่เคยหวังชื่อเสียง หวังตำแหน่ง พวกเขามีเจตนารมณ์อันแน่วแน่ที่จะยับยั้ง
ระบอบทักษิณ ให้จงได้ เพื่อลูกหลานของพวกเขาในวันข้างหน้า
ประวัติศาสตร์หลายครั้ง ประชาชนมักมอบให้ผู้อื่นทำแทนให้ โดยประชาชนมักถอยไปนั่งหรือยืนดูห่างๆ
แต่ในห้วงยามนี้ ประชาชนที่รักความเป็นธรรมทั้งหลายได้ลุกขึ้นมา เปลี่ยน
ประวัติศาสตร์ด้วยตัวเอง
ขณะที่เคลื่อนขบวนไปราวกับฟ้ารับรู้และเป็นใจ อากาศที่ร้อนระอุในวันก่อนๆ
กลับเปลี่ยนปรับอุณหภูมิลงมา มีลมเย็นพัดเฉื่อยตลอดทั้งวัน ตะวันที่เคยแผดเผาก็ยังซุกเข้ากลีบเมฆเป็นส่วนใหญ่
แกนนำพันธมิตรทั้ง 5 คนเดินเคียงบ่าเคียงไหล่นำขบวนประชาชนเคลื่อนสู่ทำเนียบรัฐบาลอีกครั้ง
ยามได้เห็นสภาพที่ขบวนประชาชนรวมใจเป็นหนึ่งเดียวเช่นนี้ สนธิ พลันพบว่า
ตอนนี้ไม่ว่ากล่าววาจาใดล้วนเกินความจำเป็น ต่อให้หลังจากนี้จะมีอะไรเกิดขึ้น
ตัวเขาก็ปราศจากความเสียใจใดๆ แกนนำพันธมิตรทั้ง 4 คน ที่เดินเคียงบ่าเคียงไหล่คู่กับเขาเป็น
มิตรร่วมรบ ที่ดีที่สุดของเขาแล้วอย่างไม่อาจหาได้เยี่ยมกว่านี้อีกแล้ว
สนธิ รู้สึกว่าชีวิตของเขาไม่เคยสมบูรณ์และเปี่ยมความหวังถึงเพียงนี้มาก่อน
ขอเพียงผ่านพ้นการศึกครั้งนี้ได้ เรื่องอื่นๆ ล้วนกลายเป็นเรื่องรองไปเพราะในช่วงหลายสัปดาห์มานี้
สนธิ มีชีวิตอย่างสมใจที่สุด คล้ายกับมี พลังศักดิ์สิทธิ์ ที่มองไม่เห็นขุมหนึ่ง
ชักนำตัวเขาไปยังโลกอันแปลกใหม่สัมผัสกับวัตถุผู้คน เรื่องราวต่างๆ ที่ตัวเขาไม่เคยประสบมาก่อน
เขาก็รู้สึกเหมือนกับผู้ชุมนุมเดินขบวนทุกคน คือ รู้สึกฮึกเหิมด้วยเจตนารมณ์เต็มเปี่ยม
และแน่วแน่ที่จะมีส่วนร่วมในประวัติศาสตร์เพื่อเรียกร้องการเปลี่ยนแปลงการเมืองไปในทิศทางใหม่
เมื่อถึงทำเนียบรัฐบาล พันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยได้ทำการโอบล้อมทำเนียบรัฐบาลอย่างสงบ
ขณะที่นายกรัฐมนตรี พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร กลับไม่กล้าเข้ามาทำงานที่ทำเนียบรัฐบาล
คนที่มักชอบอวดโอ่ว่า ตนเองเป็นผู้ที่มี อำนาจเบ็ดเสร็จ มากที่สุดในประเทศนี้
กลับไม่กล้าเผชิญหน้ากับ พลังอำนาจ ของสันติวิธี พลังอำนาจของสันติวิธีตั้งอยู่บนพื้นฐานความจริงที่ว่า
อำนาจเกิดจากการยอมรับ และยินยอมเชื่อฟัง ไม่ว่าจะโดยสมัครใจหรือจำยอม
พลังอำนาจของฝ่ายพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยที่เหนือกว่า อำนาจ
ของทักษิณ และระบอบทักษิณ ก็เพราะฝ่ายพันธมิตรยึดมั่นอยู่กับแนวทาง สันติวิธี
โดยที่ สันติวิธี มีพลังที่สามารถลดทอนอำนาจของทักษิณ และระบอบทักษิณลงอย่างได้ผล
ด้วยการปลุกระดมโน้มน้าวให้ประชาชนเพิกถอนการยินยอมสยบเชื่อฟัง หรือกระทั่งปฏิเสธที่จะให้ความร่วมมือแก่ระบอบทักษิณ
ยิ่งฝ่ายพันธมิตรเพิ่มพูนพลังแห่งสันติวิธีนี้อย่างทรงอิทธิพลต่อประชาชนในวงกว้างมากขึ้นเพียงใด
ทักษิณและระบอบทักษิณก็จะสูญเสีย อำนาจครอบงำ อย่างฮวบฮาบลงเพียงนั้นขณะที่ประชาชนทั่วไปจะเปลี่ยนหันมาให้ความยอมรับแก่ฝ่ายพันธมิตรที่ใช้สันติวิธีแทน
การชุมนุมเดินขบวนของประชาชนเรือนแสนอย่างสันติ ภายใต้การนำของฝ่ายพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยในตอนเช้าของวันอังคารที่
14 มีนาคม 2549 เป็นเครื่องบ่งชี้ว่า พลังอำนาจของระบอบทักษิณได้ถูกลดทอนลงอย่างยากที่จะกอบกู้คืนมาได้อีกแล้ว
เพราะอำนาจรัฐมิได้อยู่ที่เงิน หรืออยู่ที่กระบอกปืนเท่านั้น หากยังขึ้นอยู่กับการยอมรับของประชาชนด้วย
รัฐบาลจะอยู่ได้ก็ด้วยการยอมรับจากประชาชน นี่ย่อมหมายความว่า การให้ความยอมรับแก่รัฐบาลเป็นอำนาจอย่างหนึ่งของประชาชน
นี่คือเหตุผลว่า ทำไมการต่อสู้โดยสันติวิธีของฝ่ายพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย
จึงมีพลังการต่อสู้ของฝ่ายพันธมิตร มีพลังโดยไม่ต้องอิงอาวุธ เพราะพลังนี้เกิดขึ้นจากการปฏิเสธที่จะให้การยอมรับแก่รัฐบาลทรราชทักษิณ
เพียงแค่นี้ก็ทำให้รัฐบาลทักษิณอยู่ยากแล้ว หรืออยู่ได้ก็ทำงานลำบากอย่างยิ่ง
เมื่อ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ไม่กล้าเข้ามาทำงานที่ทำเนียบรัฐบาล ฝ่ายพันธมิตรจึงปักหลักตั้งเวทีปราศรัยถึงความไม่ชอบธรรมของ
พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร และรัฐบาลตลอดสัปดาห์ของการปักหลักชุมนุมยืดเยื้อที่บริเวณทำเนียบรัฐบาลนั้น
พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ไม่กล้ากลับเข้ามาทำงานที่ทำเนียบรัฐบาลเลย เขาจำต้องระเห็จเร่ร่อนไปตามที่ต่างๆ
ในต่างจังหวัดตลอดสัปดาห์นั้น ราวกับเป็น รัฐบาลพลัดถิ่น
การปักหลักชุมนุมยืดเยื้อที่บริเวณทำเนียบรัฐบาลของฝ่ายพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย
ได้แสดงให้เห็นถึงจิตใจที่มุ่งมั่น อดทน กล้าหาญ ไม่ย่อท้อของกลุ่มผู้ชุมนุมที่สามารถปักหลักตรึงการชุมนุมเอาไว้ได้อย่างเหนียวแน่น
แม้จะอยู่ท่ามกลางอากาศที่ร้อนระอุ
การชุมนุมที่ยืดเยื้อนี้เป็นไปในลักษณะช่วงเช้า ต่างคนต่างแยกย้ายกันไปปฏิบัติภารกิจส่วนตัว
แล้วกลับมารวมตัวกันอย่างคึกคักอีกครั้งในช่วงเย็น ตลอดไปจนถึงช่วงดึก
โดยที่จำนวนของผู้ชุมนุมมิได้ลดน้อยถอยลงแต่ประการใด
ฝ่ายพ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร นอกจากจะไม่เข้าไปทำงานที่ทำเนียบรัฐบาลแล้ว
เขายังได้กล่าวโจมตีพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยอยู่ตลอดเวลา ในระหว่างตระเวนเดินสายปราศรัยตามที่ต่างๆ
นอกจากนี้ แกนนำของพรรคไทยรักไทยบางคนยังใช้อำนาจรัฐที่ยังมีทำการระดมจัดตั้งกลุ่มคนเพื่อสนับสนุน
พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ให้อยู่ในตำแหน่งต่อไป มาปักหลักที่สวนจตุจักร กรุงเทพฯ
ระดมขุมกำลังเตรียมพร้อมที่จะเผชิญหน้ากับพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยได้ทุกเมื่อ
ขุมกำลังจัดตั้งมวลชนฝ่ายทักษิณได้แก่ ม็อบอีแต๋นที่เคลื่อนจากอีสาน-เหนือมาปักหลักที่สวนจตุจักร
เสริมด้วยม็อบแท็กซี่ และม็อบมอเตอร์ไซค์รับจ้าง กล่าวได้ว่านี่เป็นการเกณฑ์ไพร่ราบพลเลวมารวมเป็นทัพเล็กทัพน้อยของฝ่ายทักษิณเพื่อ
ยัน สถานการณ์มวลชนด้านปริมาณ กับเสริมด้านจิตวิทยา หน้าที่หลักของม็อบหนุนทักษิณกลุ่มต่างๆ
เหล่านี้คือ เดินแผนยั่วยุให้อีกฝ่ายตบะแตก จะได้มีข้ออ้างในการประกาศภาวะฉุกเฉิน
ใช้อำนาจรัฐเข้ามาสลายการชุมนุมของฝ่ายพันธมิตรได้ แต่ฝ่ายพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย
ก็ยังคงปักหลักชุมนุมตามวิถีทางประชาธิปไตย และสันติวิธีอย่างเหนียวแน่น
ในช่วงนั้น ยุทธการดาวกระจาย นับเป็นส่วนที่เร้าใจที่สุดใน โครงสร้างทางความคิด
ของเหล่าแกนนำพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ที่แยกย้ายกันไปนำขบวนประชาชนไปสำแดงพลังตามสถานที่ต่างๆ
ก่อนที่แกนนำทั้ง 5 คน จะระดมมวลชนหลายหมื่นคนมาเดินขบวนจากสวนลุมพินีเข้าสู่ถนนสีลม
ซึ่งเป็นย่านธุรกิจที่สำคัญของประเทศ ในช่วงเช้าของวันอังคารที่ 21 มีนาคม
2549 จุดประสงค์หลักของการเดินขบวนไปย่านสีลมของพันธมิตรในครั้งนี้ ก็เพื่อประกาศเจตนารมณ์กับขยายแนวร่วมภาคธุรกิจเข้าร่วมกันผลักดันการปฏิรูปการเมืองโดยได้รับความสนใจ
และการตอบรับจากพนักงานบริษัทและประชาชนในย่านนั้นเป็นอย่างดี
หลังจากนั้น ขบวนประชาชนภายใต้การนำของแกนนำพันธมิตรทั้ง 5 คนก็ได้เคลื่อนตัวไปชุมนุมหน้าสถานทูตสิงคโปร์
สนธิ ได้กล่าวปราศรัยถึงความไม่ชอบมาพากลในกรณีการซื้อขายหุ้นระหว่างตระกูลชินวัตร
และกองทุนเทมาเส็กของสิงคโปร์เป็นภาษาอังกฤษ และภาษาจีนกลาง ก่อนจะสลายตัวกลับมารวมกันที่บริเวณถนนราชดำเนินโอบรอบทำเนียบรัฐบาลอีกครั้ง
(จากผู้จัดการออนไลน์)
|