|
ธรรมบูรณา ภารกิจศักดิ์สิทธิ์กับบทเรียนการกู้ชาติทางจิตวิญญาณของ
ศรี อรพินโธ (ตอนที่ 8)
www.suvinai-dragon.com
8. รวมใจกันเป็นหนึ่ง
จะว่าไปแล้ว พลังที่แท้จริง ของฝ่ายพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยนั้นอยู่ที่
การเข้าร่วมของ ผู้กล้านิรนาม จำนวนมากจากทั่วทั้งแผ่นดิน นั่นเอง พวกเขาคือ
ตัวตนที่แท้จริงของพลังประชาชน และเป็นผู้กำหนดชะตากรรมของบ้านเมืองตัวจริงในห้วงวิกฤตนี้
ผู้กล้านิรนาม เหล่านี้เป็นผู้ที่จริงจังและจริงใจต่อประเทศชาติอย่างแท้จริง
พวกเขามีความเสียสละ อดทน และกล้าหาญยิ่ง พวกเขาคือผู้ถือเอาผลประโยชน์ของประเทศชาติและประชาชนเป็น
ภารกิจอันศักดิ์สิทธิ์ ที่สำคัญที่สุดของชีวิต
จิตใจของ ผู้กล้านิรนาม ทั้งหลายเหล่านี้ มิใช่จิตใจของคนธรรมดา หากเป็นจิตใจที่พึงเอาเป็นเยี่ยงอย่างและสมควรได้รับการคารวะ
เมื่อคำนึงถึงความจริงที่ว่า พวกเขามิใช่คนที่มีชื่อเสียง และไม่มีวันได้รับผลตอบแทนใดๆ
ที่เป็นรูปธรรมจากการเข้ามาร่วม กู้ชาติ ในครั้งนี้ พวกเขาคือ ผู้ให้
และเป็น ผู้เสียสละ อย่างแท้จริง
การเข้าร่วมเป็น ผู้กล้านิรนาม จากแนวร่วมหลากหลายกลุ่ม และจากอาสาสมัครที่มาจากหลากอาชีพต่างๆ
จนประกอบขึ้นมาเป็น ทัพหลัก ของพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยในครั้งนี้
เป็น การเลือกข้างของประชาชน ในการต่อสู้กับทรราช โดยถือเอาผลประโยชน์ของประเทศชาติเป็นอุดมการณ์สูงสุด
ไม่ว่าอาจมีภัยอันตรายใดรออยู่เบื้องหน้า หัวใจของเหล่าผู้กล้านิรนามทั้งหลายที่
รวมใจกันเป็นหนึ่ง ภายใต้การนำของแกนนำพันธมิตร ก็มิได้หวั่นไหวแต่ประการใด
ผู้กล้านิรนามเหล่านี้ บางคนเล่น งิ้วกู้ชาติ เพื่อให้ความบันเทิงแก่ผู้ชุมนุม
หลายคนทุ่มเทชีวิตเพื่อพิทักษ์รักษาความปลอดภัยของประชาชน ทั้งยามที่ชุมนุมอย่างสงบ
หรือยามต้องขับเคลื่อนขบวนประชาชนเรือนแสน
สำหรับหลายคน การเข้ามาร่วมชุนนุมกับกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย
ประโยชน์ที่พวกเขาและพวกเธอได้รับอย่างมากที่สุดก็คือ การได้แสดงความเป็นอิสรเสรีทางตัวตน
และจิตใจเท่านั้น!
* * *
...คืนอังคารที่ 28 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2549 ณ ท้องสนามหลวง
ณ ที่สนามหลวงแห่งนี้ พลันกลายเป็นสถานที่ชุมนุมของเหล่าผู้กล้าทั้งแผ่นดิน
ก่อนที่ม่านการศึกจะรูดออก แกนนำพันธมิตรทั้ง 5 คนได้สามารถรวมพลังของขุมกำลังต่างๆ
ได้เป็นผลสำเร็จแล้ว และบัดนี้พวกเขาจะนำประชาชนกว่าแสนคนเดินขบวนจากท้องสนามหลวงมาที่อนุสาวรีย์ประชาธิปไตย
เพื่อประกาศเจตนารมณ์การปักหลักสู้กับระบอบทักษิณต่อดวงวิญญาณของวีรชนแห่งประชาธิปไตย
สนธิ ยืนอยู่บนเวทีพันธมิตร เบื้องหน้าเขาคือมวลชนเรือนแสนที่รวมใจกันเป็นหนึ่งเพื่อขับไล่ทรราช
ยามนี้ลานกว้างของท้องสนามหลวงเงียบสงัดงันอยู่ชั่วขณะหนึ่งคล้ายกับลมหายใจของทั้งหมดขาดห้วงไปก่อนที่สนธิจะเปล่งคำร้องออกมาให้ผู้คนทั้งหมดส่งเสียงโห่ร้องตามออกมาอย่างพร้อมเพรียงกันจนสะท้านทั่วลานกว้างของท้องสนามหลวงว่า
ท้ากกก.....ษิณ ออกไป!
บัดนี้ทุกประการล้วนชัดเจนยิ่ง มันเป็นความชัดเจนที่โชกเหงื่อมีแต่การต่อสู้กรำศึก
จึงให้ความรู้สึกเช่นนี้ ในช่วงหลายเดือนมานี้ที่สนธิถูกม้วนเข้าไปในการสัประยุทธ์กับระบอบทักษิณ
เขาได้สัมผัสกับผู้คน และประสบกับเรื่องราวต่างๆ มากมาย แต่ ไม่เคยมียามใดที่สนธิบังเกิดความรักต่อมวลชนอย่างลึกซึ้งเท่ากับช่วง
2-3 วันนี้ เขายังสำนึกขอบคุณทุกผู้คนที่เข้ามาร่วมต่อสู้เพื่อ กู้ชาติ
ร่วมกับเขา
สนธิบังเกิดความพลุ่งพล่านใจ ในสายตาของเขายามนี้ ทุกใบหน้าของมวลชนที่แหงนดูเขาบนเวทีล้วนฉายประกายแห่งการต่อสู้เพื่อ
ชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ เขายิ่งรู้สึกว่า ผู้คนที่มาชุมนุมทั้งหมดนี้จะเชื่อทุกคำพูดของเขา
และของแกนนำพันธมิตรคนอื่นโดยไม่มีเงื่อนไข
ความเชื่อมั่นนี้นับเป็นภาระอันหนักอึ้งสำหรับตัวเขา เพราะมันทำให้ตัวเขาบังเกิดความรับผิดชอบต่อทุกผู้คน
ยามนี้สนธิค่อยตระหนักถึงความเจ็บปวดของ ผู้บัญชาการศึก แต่ในอีกด้านหนึ่ง
สนธิพลันบังเกิดความปีติยินดีจากใจจริง เพราะกลุ่มมวลชนเรือนแสนกลุ่มนี้
และอาจรวมผู้ชม ASTV อีกเป็นจำนวนมาก ได้หลอมรวมกับเลือดเนื้อและจิตใจของตัวเขา
สนธิยิ่งตั้งใจอย่างแน่วแน่ว่าจะร่วมเป็นร่วมตายกับมวลชนไปบรรลุ ภารกิจศักดิ์สิทธิ์
ในการ กู้ชาติ จนถึงที่สุด
* * *
ก่อนสลายการชุมนุม แกนนำพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ประกาศให้นายกฯ
ทักษิณลาออกภายใน 5 วัน ไม่เช่นนั้นจะชุมนุมถึงขั้นแตกหัก หรือ ไม่ชนะ
ไม่เลิก โดยได้นัดหมายแสดงพลังครั้งประวัติศาสตร์อีกครั้ง ในวันอาทิตย์ที่
5 มีนาคม 2549
สถานการณ์การเมืองในขณะนั้น ถึงจุดที่ไม่อาจคาดเดาอะไรได้...เย็นวันศุกร์ที่
3 มีนาคม 2549 ท่ามกลางกระแสข่าวลือว่า นายกฯ จะลาออก ไปจนถึง ทหารจะปฏิวัติ
พรรคไทยรักไทยได้โชว์พลังจัดปราศรัยใหญ่ที่ท้องสนามหลวงเช่นกันเพื่อ เกทับ
ฝ่ายพันธมิตร โดยระดมคนมาร่วมฟัง คำชี้แจง ของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร
จนล้นสนามหลวง มีการประมาณตัวเลขของคนที่ถูกเกณฑ์มาฟังว่ามีถึงสองแสนคน
มากกว่าจำนวนของประชาชนที่มาชุมนุมกับฝ่ายพันธมิตรเกือบเท่าตัว แต่ทว่ามันเป็นการชุมนุมที่ไร้พลัง
มิได้มาด้วยใจ และมิได้มีการรวมใจเป็นหนึ่ง เพราะส่วนใหญ่เป็นการเกณฑ์คนจากต่างจังหวัดมาร่วมชุมนุม
โดยมีค่าจ้างหัวละ 300-500 บาท ซึ่งต่างจากการชุมนุมของฝ่ายพันธมิตรอย่างสิ้นเชิง
ก่อนจะถึงเวลานัดชุมนุมใหญ่ตอนเย็นวันอาทิตย์ที่ 5 มีนาคม 2549 เพียงหนึ่งวัน
ธีรยุทธ บุญมี ปัญญาชนสาธารณะคนสำคัญคนหนึ่งของเมืองไทยได้ออกแถลงข่าวก่อนเที่ยงวัน
ฟันธงว่า พ.ต.ท.ทักษิณชะตาขาดทางการเมืองแล้ว และจะถูกบีบให้สิ้นอำนาจโดยพลังสามประสานจากพลังจารีต
พลังปัญญาชน และพลังของทุนที่สะดุดหยุดชะงัก เหตุการณ์ที่คลี่คลายหลังจากนั้นได้พิสูจน์ให้เห็นชัดอีกครั้งหนึ่งว่า
คำทำนาย ของ ธีรยุทธ นั้น แม่นยำเพียงใด
ที่สำคัญในวันนั้น ธีรยุทธ ยังให้คำแนะนำที่มีค่าแก่ฝ่ายพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยว่า
จงอย่าเร่งเผด็จศึก จงอดทนในการชุมนุมอย่างยืดเยื้อ เพื่อไม่ให้เข้าทางรัฐบาลทักษิณได้ประกาศใช้
พ.ร.ก.ฉุกเฉินซึ่งไม่ต่างไปจากการรัฐประหารตัวเอง
นอกจากการเคลื่อนไหวของ ธีรยุทธ บุญมี แล้ว ในวันต่อมาก่อนจะถึงเวลานัดชุมนุมใหญ่ในตอนเย็น
ได้มีการเข้าชื่อลงนามถวายฎีกาเพื่อขอพระราชทานพระบรมราชวินิจฉัยเปิดโอกาสให้ประชาชนมีรัฐบาลชั่วคราว
โดยราษฎรอาวุโส นักวิชาการ ปัญญาชน สมาชิกวุฒิสภา และราชนิกุล 96 คน ซึ่งหลายท่านล้วนแต่เป็นผู้ทรงคุณวุฒิที่เป็นที่เคารพนับถือกันในวงสังคมทั้งสิ้น
กระแสกดดันไปที่ตัวนายกฯ ทักษิณ เพิ่มมากขึ้นเป็นทวีคูณ แต่ทักษิณก็ใช้วิธีเดิมคือ
ปากกล้า ขาสั่น เขาหลบการเผชิญหน้าประชาชน โดยเดินทางไปที่เชียงใหม่บ้านเกิด
และยืนกรานเสียงแข็งเหมือนเดิมว่า ไม่ลาออก
พอตกเย็นวันที่ 5 มีนาคม ความคาดการณ์ของฝ่ายพรรคไทยรักไทยที่เชื่อว่าวันนี้คนจะมาชุมนุมกันน้อย
เพราะได้เห็น "พลังสนับสนุน" ทักษิณอย่างล้นหลาม เมื่อสองวันก่อนนั้นกลับไม่ปรากฏเป็นจริง
ตรงกันข้าม ผู้คนจำนวนมากจากทุกสาขาอาชีพ จากทุกวัย บ้างรวมกันมาเป็นกลุ่ม
บ้างมากันเป็นครอบครัว บ้างมาตัวคนเดียว ทั้งหมดทยอยเดินทางเข้าไปที่ท้องสนามหลวงเพื่อแสดงจุดยืน
และเจตนารมณ์ทางการเมืองของตนอย่างอิสรเสรี และอย่างไม่ได้ถูกเกณฑ์มาหรือถูกจ้างมาเหมือนอย่างการชุมนุมของฝ่ายพรรคไทยรักไทย
นี่เป็นการร่วมชุมนุมที่มีจำนวนผู้ชุมนุมมากกว่าทุกครั้งที่ผ่านมา
ครั้นพอ 3 ทุ่ม แกนนำพันธมิตรก็ประกาศเคลื่อนขบวนผู้ชุมนุมนับแสนจากท้องสนามหลวง
คราวนี้มุ่งไปไกลถึงหน้าทำเนียบรัฐบาล
คืนนั้นประวัติศาสตร์สำคัญหน้าใหม่ของการเมืองไทยได้เริ่มต้นขึ้น
ท้ากกก...ษิณ เสียงหนึ่งตะโกนนำขึ้น
ออกไป เสียงอีกนับพัน นับหมื่น ตะโกนขานรับ
เสียงตะโกนขับไล่ทักษิณเช่นนี้ ดังก้องไปทั่วท้องถนนราชดำเนิน ขณะที่ผู้คนเรือนแสนเคลื่อนขบวนออกมาจากท้องสนามหลวงเข้าสู่ถนนราชดำเนินมุ่งหน้าสู่อนุสาวรีย์ประชาธิปไตย
ความหนาแน่นของผู้คนที่เข้าร่วมเดินขบวนทำให้แถวล้นออกจากถนนขึ้นไปที่ริมทางเท้าจน
สุวิทย์ วัดหนู ยอดโฆษกพันธมิตรที่คุมฝูงชนต้องประกาศเป็นระยะๆ ให้กลับลงมาอยู่ที่ถนน
เพราะเกรงจะคุมแถวไม่อยู่
การคุมผู้คนเรือนหมื่นเรือนแสนให้เคลื่อนขบวนไปด้วยกันอย่างพร้อมเพรียงไม่ใช่เรื่องง่าย
ยิ่งในสถานการณ์ที่อาจมีการเผชิญหน้ากับ อำนาจรัฐ ได้ทุกเมื่อ มันง่ายที่จะเกิดการเผชิญหน้า
การปะทะ และความสูญเสีย แต่ สุวิทย์ วัดหนู โฆษกพันธมิตรที่คุมฝูงชนก็ทำหน้าที่ได้ดี
และเข้มแข็งยิ่ง พี่น้องครับ ผมกราบละครับ กลับลงมาที่ถนนครับ นั่งลงครับ
อย่าเดินเข้าไป ปล่อยให้แกนนำเขาเจรจา อ้าวพี่น้องปรบมือให้เจ้าหน้าที่ตำรวจหน่อยครับ
เสียงของ สุวิทย์ วัดหนู ดังจากลำโพงรถกระจายเสียงไม่ขาดสาย
ตอนนั้นที่หัวขบวนแกนนำพันธมิตรที่อยู่แถวหน้ากำลังเผชิญกับตำรวจที่ตั้งแถวกั้นอยู่ที่สะพานผ่านฟ้า...สะพานที่เป็น
"จุดอาถรรพ์" แห่งการเผชิญหน้า การปะทะ และการสูญเสียในอดีต
พล.ต.จำลอง ศรีเมือง และสนธิ ลิ้มทองกุล ที่มีผู้รักษาความปลอดภัยจำนวนหลายสิบคน
คล้องแขนเป็นเกราะกำบังให้สามารถฝ่าข้ามสะพานผ่านฟ้าขาออกไปได้ท่ามกลางความชุลมุน
แต่เมื่อพวกเขาเห็นขบวนผู้ชุมนุมด้านหลังไม่สามารถผ่านมาได้ จึงตัดสินใจถอยกลับมาปักหลักที่บริเวณถนนราชดำเนินนอกฝั่งภูเขาทอง
อีกหนึ่งชั่วโมงต่อมา ทางเจ้าหน้าที่ตำรวจถึงได้เปิดทางให้กลุ่มผู้ชุมนุมผ่านสะพานผ่านฟ้าไปได้ทั้งหมด
ก่อนจะมาติดขบวนตำรวจที่ตั้งแถวพร้อมโล่ขวางอยู่ที่กองสวัสดิภาพเด็กและเยาวชน
พล.ต.จำลอง ได้ฝ่าวงล้อมแกนนำขึ้นปราศรัยขอทางให้กลุ่มผู้ชุมนุม ในที่สุด
ตำรวจก็ยอมเปิดทางให้กับกลุ่มผู้ชุมนุม โดยไม่มีการปะทะกันแต่อย่างใด เมื่อหัวขบวนเดินไปถึงทำเนียบ
พล.ต.จำลอง ศรีเมือง ได้นั่งรถกระจายเสียงวิ่งกลับมายังสะพานผ่านฟ้าที่ยังมีผู้คนทยอยเดินตามมาไม่ขาดสาย
พี่น้องครับ ตอนนี้หัวแถวของพวกเราได้ไปนั่งอยู่หน้าทำเนียบเรียบร้อยแล้วครับ
เสียงเฮรับดังขึ้น พร้อมๆ กับเสียงตะโกนขับไล่ทักษิณที่ดังกระหึ่มกึกก้องที่หน้าทำเนียบ
เวทีปราศรัยชั่วคราวถูกตั้งขึ้น การปราศรัยดำเนินต่อไปจนถึงรุ่งเช้าวันใหม่
5 แกนนำพันธมิตรจึงขึ้นเวทีประกาศกล่าวขอบคุณผู้ร่วมชุมนุม พร้อมประกาศชัยชนะที่ไม่เกิดการสูญเสียขึ้นในการเคลื่อนขบวนกลุ่มผู้ชุมนุมนับแสน
(จากผู้จัดการออนไลน์)
|