|
ธรรมบูรณา ภารกิจศักดิ์สิทธิ์กับบทเรียนการกู้ชาติทางจิตวิญญาณของ
ศรี อรพินโธ (ตอนที่ 32)
www.suvinai-dragon.com
32. บนเส้นทางที่ยาวไกลของประชาธิปไตยไทย (ต่อ)
ในทุกสังคมมีบุคคลทั้งที่มีจริง และไม่มีจริงในประวัติศาสตร์ที่ได้รับการยกย่องอย่างสูง
เนื่องจากการกระทำของเขา อันเป็นการกระทำที่ทำได้ยาก บุคคลประเภทดังกล่าวนี้อาจเรียกกว้างๆ
ได้ว่า วีรบุรุษ...วีรบุรุษ จำลองเอาอุดมคติของคุณธรรมที่สังคมยกย่องมาไว้ในรูปของบุคคล
สังคมย่อมต้องการอุดมคติของคุณธรรม ทั้งที่สามารถบรรลุได้ และไม่สามารถบรรลุได้เป็นส่วนหนึ่งของมาตรฐานทางจริยธรรมของตน
การทำให้อุดมคติเหล่านี้อยู่ในรูปของบุคคลทำให้สามารถย้ำ และสืบทอดอุดมคติได้ง่าย...วีรบุรุษ
จึงเป็นอุดมคติที่มีเลือดเนื้อแสดงออกโดยผ่าน เรื่องราว ของเอกบุคคลคนหนึ่ง
และเป็นบุคลิกภาพซึ่งคนอื่นอาจจำลองตัวเองให้เห็นว่าเป็นไปตามนั้นได้...กล่าวโดยโวหารมีบทสนทนาอันไม่รู้สิ้นสุดระหว่างคนกับ
วีรบุรุษ อยู่ตลอดเวลา
นิธิ เอียวศรีวงศ์ วีรบุรุษในวัฒนธรรมไทย
สุริยะใส ดูวีซีดีภาพยนตร์กังฟูที่เกี่ยวกับ ผู้กล้าแห่งวัดเส้าหลิน เรื่องนั้นด้วยใจที่จดจ่อราวกับว่ามันเป็นเรื่องราวที่เกิดขึ้นจริงๆ
ทั้งๆ ที่มันเป็นแค่การจำลองเอา คุณธรรมของ ผู้กล้าที่แท้ มาทำเป็นเรื่องราวโดยผ่านตัวละครอย่างศิษย์ผู้พี่คนโตแห่งวัดเส้าหลินเท่านั้น
ศิษย์ผู้พี่คนโตรอคอยโอกาสกล้ำกลืนกับการถูกเข้าใจผิดจากเพื่อนพ้องน้องพี่ว่าเป็น
คนทรยศ จนกระทั่งกองทหารส่วนใหญ่ของแมนจูมีความจำเป็นเร่งด่วนที่จะต้องยกทัพกลับไปเมืองหลวง
ประจวบกับเขาได้รับข่าวว่า พวกกบฏเส้าหลินจะยกกำลังมาช่วยพรรคพวกที่ติดอยู่ในคุก
เขาจึงเปิดเผยจุดประสงค์แท้จริงของตนออกมา ทำการแหกคุกช่วยปลดปล่อยศิษย์รุ่นน้องสองคนกับพวก
และบุกเข้าไปในตำหนักทำการต่อสู้กับ องค์ชาย และพวกองครักษ์ จนกระทั่งสามารถสังหาร
องค์ชาย แมนจู ด้วยวิชาหัตถ์พุทธเส้าหลินอันลือลั่นของสำนักตน ล้างแค้นให้แก่อาจารย์ได้เป็นผลสำเร็จ
แต่ตัวเขาเองก็ได้รับบาดเจ็บสาหัสเช่นกัน
ฉากสุดท้าย...พวกกบฏเส้าหลินบุกเข้ามาในตำหนักเพื่อกวาดล้างพวกแมนจูให้สิ้นซาก
เด็กหนุ่มฝ่ายกบฏที่เลือดร้อนคนหนึ่งเห็นศิษย์ผู้พี่คนโตยืนพิงกำแพงหมดแรงด้วยอาการบาดเจ็บสาหัสอยู่
จึงตรงรี่ปราดเข้าไปแทงศิษย์ผู้พี่คนโตด้วยดาบจนมิดด้าม ทั้งนี้เพราะความเข้าใจผิด
คิดว่าศิษย์ผู้พี่คนโตเป็นพวกขายชาติจริงตามที่มีข่าวลือ
ศิษย์รุ่นน้องอีกสองคนที่ตามมาดูเหตุการณ์ในตำหนักทีหลัง ได้แต่ยืนมองตาปริบๆ
ต่อเหตุการณ์เบื้องหน้าที่เกิดขึ้น และพอจะเริ่มเข้าใจ ความจริง ของเหตุการณ์ขึ้นมาบ้างแล้ว
ขณะที่เด็กหนุ่มคนนั้นถูกพรรคพวกจับแบกขึ้นบ่า และได้รับการเชิดชูว่าเป็น
วีรบุรุษ โดยที่ ผู้กล้าที่แท้ตัวจริง กลับตายอย่างอนาถ และไร้การเหลียวแลจากมวลชน
สุริยะใส ไม่มีวันลืมสีหน้าและแววตาซึ่งแสดงความปวดร้าว และเจ็บช้ำก่อนที่จะสิ้นลมของศิษย์ผู้พี่คนโตที่แสดงโดยตี๊หลุง
มันเป็นภาพและเรื่องราวที่ตราตรึงในจิตใจของชายหนุ่มอย่างแน่นแฟ้น และฝังลึกมันทั้งปลอบประโลมใจเขา
และให้กำลังใจเขาในการที่ยืนหยัดอยู่บนวิถีของของเขาที่ตัวเขาได้ตัดสินใจเลือกเดินเส้นทางนี้มาหลายปีแล้ว
และจะเดินต่อไปบนเส้นทางสายนี้อย่างไม่ย่อท้อ และไม่ท้อแท้เป็นอันขาด
แม้ สุริยะใส จะค่อนข้างอึดอัด และไม่สบายใจพอสมควรที่เกิดการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองโดยไม่ได้เป็นไปตามวิถีของรัฐธรรมนูญ
และกระบวนการประชาธิปไตย แต่เมื่อสถานการณ์เริ่มคลี่คลายและชัดเจนว่า นี่ไม่ใช่การรัฐประหารตัวเองของ
พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร แม้จะมีความพยายามจะทำด้วยการประกาศใช้พระราชบัญญัติฉุกเฉินฯ
และสั่งปลด ผบ.ทบ.ก่อนหน้านี้ แต่ในที่สุดเมื่อ คณะปฏิรูปการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข
(คปค.) เริ่มแสดงตัวในตอนเที่ยงคืนของคืนวันอังคารที่ 19 กันยายน 2549
ว่าเป็นขั้วทหารที่ไม่ขึ้นต่อระบอบทักษิณ ชายหนุ่มก็ค่อนข้างคลายกังวลไม่น้อย
เพราะอย่างน้องชายหนุ่มก็เชื่อว่า แกนนำฝ่ายพันธมิตรฯ คงไม่ถูกไล่ล่า และที่สำคัญยิ่งกว่านั้น
คงไม่มีเหตุการณ์นองเลือดตามมา
สุริยะใส เริ่มมีสมาธิที่จะทำความเข้าใจและทบทวนเรื่องราวที่เกิดขึ้นตั้งแต่การก่อเกิดพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยเรื่อยมาจนถึงการยึดอำนาจ
ชายหนุ่มไตร่ตรองอยู่จนเกือบสว่างในคืนของการยึดอำนาจ ซึ่งเริ่มเป็นที่แน่นอนแล้วว่า
คณะปฏิรูปฯ ซึ่งนำโดย พล.อ.สนธิ บุญยรัตกลิน ผบ.ทบ. เป็นหัวหน้าคณะนั้น
สามารถควบคุมสถานการณ์ได้เบ็ดเสร็จ
ชายหนุ่มจำได้ว่า เขาและแกนนำพันธมิตรฯ ได้ส่งสัญญาณเตือน พ.ต.ท.ทักษิณ
พรรคไทยรักไทยและรัฐบาลมาโดยตลอดว่า กำลังสร้างเงื่อนไขให้เกิดอำนาจนอกระบบหรือการปฏิวัติรัฐประหาร
กระทั่งพวกเขาได้เสนอให้ พ.ต.ท.ทักษิณ ลาออกและยุติบทบาททางการเมืองเพื่อรักษารัฐธรรมนูญและรักษาระบบเอาไว้
อย่างน้อยๆ ชายหนุ่มก็ไม่อยากให้รัฐธรรมนูญปี 2540 ฉบับที่ประชาชนร่วมกันร่างมาแทบเป็นแทบตายต้องถูกฉีกทิ้งไปต่อหน้าต่อตา
แม้โดยพฤตินัยระบอบทักษิณได้ปู้ยี่ปู้ยำรัฐธรรมนูญฉบับนี้ไปจนเละเทะแล้วก็ตาม
แต่เป็นความโชคร้ายของสังคมไทยที่มีผู้นำจอมปลอม ขาดสปิริต ขาดหิริโอตตัปปะ
คิดเสียสละไม่เป็น คำนึงถึงแต่ผลประโยชน์ของตนเองและพวกพ้องอย่า พ.ต.ท.ทักษิณ
ชินวัตร จึงทำให้สถานการณ์ทางการเมืองเข้าสู่ทางตัว จนในที่สุดก็สายเกินกว่าที่จะใช้วิถีทางในรัฐธรรมนูญเข้ามาคลี่คลายหรือแก้ปัญหาวิกฤตทางการเมืองที่เกิดขึ้น
สุริยะใส นั่งคิดแล้วคิดอีก ในที่สุดชายหนุ่มก็ปลงตกและได้คิดว่า เขาย้อนเวลากลับไปไม่ได้แล้ว
ไม่มีใครย้อนเวลากลับไปได้เพื่อแก้ไขสิ่งที่ผิดพลั้ง และมันก็เป็นไปไม่ได้ที่จะหักห้ามรัฐประหารที่เกิดขึ้นและสำเร็จลุล่วงไปแล้ว
ทั้งๆ ที่มันมิใช่สิ่งที่พวกเขาเหล่าแกนนำพันธมิตรฯ ต้องการให้เกิดขึ้นเลย
เพราะสิ่งที่พวกเขาเรียกร้องต้องการคือให้ พ.ต.ท.ทักษิณ ลาออกและยุติบทบาททางการเมืองเท่านั้น
แต่เวลาผ่านไปแค่ชั่วข้ามคืนหลังการัฐประหาร สุริยะใส รู้สึกแปลกใจกับสัญญาณเชิงบวกหลายๆ
อย่างที่ปรากฏออกมาอย่างที่ตัวชายหนุ่มไม่เคยคาดคิดมาก่อน ประการแรก การรัฐประหารครั้งนี้
ไม่มีเหตุการณ์นองเลือดเกิดขึ้นกับฝ่ายใดเลย ประการที่สอง คำประกาศกระทั่งคำสั่งของคณะปฏิรูปฯ
ก็มีท่วงทำนองที่ระมัดระวังการใช้อำนาจ มีลักษณะยืดหยุ่น อะลุ้มอะล่วยกับทุกฝ่ายอย่างไม่เคยปรากฏมาก่อนในรัฐประหารที่เคยเกิดขึ้นในประวัติศาสตร์การเมืองไทย
ประการสุดท้าย หัวหน้าคณะปฏิรูปฯ พล.อ.สนธิ บุญยรัตกลิน ยังให้สัญญาลูกผู้ชายกับประชาชนอีกว่า
จะถืออำนาจไว้เพียง 2 สัปดาห์เท่านั้น และจะเร่งคืนอำนาจให้แก่ประชาชนโดยเร็ว
พูดสั้นๆ ก็คือ การรัฐประหาร ครั้งนี้ มีลักษณะของการแก้ไขสิ่งที่ผิดให้ถูกต้องเพื่อเริ่มต้นกันใหม่
มากกว่าที่จะมีจุดประสงค์เพื่อสนองความทะเยอทะยานทางการเมืองของผู้เข้ามายึดอำนาจเหมือนอย่างการรัฐประหารที่เคยเกิดขึ้นก่อนหน้านั้น
แม้ สุริยะใส จะรู้สึกเช่นนี้ แต่มันก็ไม่ได้ทำให้ความรู้สึกอึดอัดของนักเคลื่อนไหวหนุ่มมลายหายไปได้หมด
เพียงแต่ เขาเป็นคนที่พยายามจัดวางความฝันให้อยู่กับโลกแห่งความเป็นจริงได้
โดยไม่ยอมจำนนกับความเป็นจริงที่เจ็บปวด แต่จะมองไปข้างหน้าเสมออย่างมีความหวัง
อย่างกล้าคิดกล้าสร้างสรรค์ เพราะ ไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้นก็ตาม ศักดิ์ศรีและพลังอำนาจในความเป็นมนุษย์ของเขาก็ยังอยู่กับตัวเขาเสมอ
ชายหนุ่มตั้งปณิธานกับตัวเองว่า เขาจะต้องเข้าไปมีบทบาทในการร่วมกำหนดชะตากรรมของประเทศ
และสังคมส่วนรวมต่อไป โดยจะไม่ยอมงอมืองอเท้าหรืออยู่นิ่งๆ นั่งหมดอาลัยตายอยากเป็นอันขาด
แม้เขาจะต้องเผชิญกับความเป็นจริงที่แสนเจ็บปวดว่า สังคมไทยยังไปไม่ถึงฟากฝั่งแห่งสังคมประชาธิปไตยอย่างแท้จริง
เส้นทางสายนี้ยังอีกยาวไกลนัก การเมืองในปัจจุบันก็ยังเป็นแค่เวทีหาผลประโยชน์ของพวกชนชั้นนำ
โดยที่ภาคประชาชนก็ยังต้องสร้างความเข้มแข็งต่อไป จริยธรรมและคุณธรรมของผู้มีอำนาจยังคงเป็นสิ่งที่ต้องเรียกร้องกันต่อไปไม่มีวันจบสิ้น
สิทธิเสรีภาพและศักดิ์ศรีแห่งความเป็นมนุษย์ ยังคงต้องรณรงค์อย่างต่อเนื่องต่อไป
ชายหนุ่มบอกกับตัวเองว่า ภารกิจประชาธิปไตยไม่มีวันจบ ไม่ว่าใครจะมาเป็นรัฐบาล
หรือำนาจตกไปอยู่ในมือใครก็ต้องได้รับการตรวจสอบอย่างมีคุณภาพจากภาคประชาชนเสมอ
หลังจากนั้นไม่นานนัก สิ่งที่สุริยะใสและแกนนำพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยได้รับคือ
ข้อกล่าวหา ว่า เปิดทางให้อำนาจเก่าเข้ามาแทรกแซงการเมืองและฉีกรัฐธรรมนูญอย่างแนบเนียน
ที่สำคัญ ข้อกล่าวหา นี้มาจากกลุ่มนักเคลื่อนไหว กลุ่มนักวิชาการ กลุ่มปัญญาชนในฝ่ายที่ไม่เห็นด้วย
และไม่ได้เข้าร่วมต่อสู้กับพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยตั้งแต่ต้น
มิหนำซ้ำภาษาที่ใช้หรือวาทกรรมที่คนเหล่านี้ใช้โจมตี สุริยะใส และแกนนำพันธมิตรฯ
ล้วนเป็นภาษาที่ใช้ด่าศัตรูมากกว่าเป็นภาษาที่ใช้วิพากษ์ระหว่างกัลยาณมิตรด้วยกัน
บางครั้ง สุริยะใส ก็อดน้อยใจหมู่มิตรที่วิพากษ์พวกเขาไม่ได้ พวกเขาอยู่ในสนามรบที่ต้องตัดสินใจ
พวกเขาเป็น ผู้เล่น ไม่ใช่ ผู้ชม พวกเขาไม่อยากทอดทิ้งมวลชน ต้องรับผิดชอบมวลชน
พวกเขาเมื่อลุกขึ้นสู้แล้วก็ไม่อยากแพ้ แต่พวกเขาก็รู้ดีว่า ลำพังแค่ภาคประชาชนเองไม่มีกำลังพอที่จะโค่นระบอบทักษิณลงได้
จำเป็นต้องเชื่อมประสานกับพลังอื่นๆ ไม่ว่าจะเป็นพลังชนชั้นกลาง พลังทุนชาติ
พลังศักดินา ซึ่งฝ่ายที่วิพากษ์พวกเขาไม่พยายามเข้าใจ ความเป็นจริงของการต่อสู้ในโลกแห่งความเป็นจริง
เหล่านี้เลย
สุริยะใส น้อมรับคำพากษ์ต่างๆ จากหมู่มิตรอย่างนอบน้อม และรับฟังแม้จะถูกเข้าใจผิดต่างๆ
นาน สิ่งที่ปลอบประโลมจิตใจของชายหนุ่มในห้วงยามนั้นก็คือ นิยามของ ผู้กล้า
ที่ชายหนุ่มได้เรียนรู้มาจากวีซีดีภาพยนตร์กังฟูเรื่องนั้น...นิยามที่ว่า
ผู้กล้า คือ ผู้ที่สามารถยินยอมกล้ำกลืนแบกรับความเจ็บช้ำ ความปวดร้าว
และความถูกเข้าใจผิดทั้งปวงไว้กับตนเอง เพื่อบรรลุปณิธานในชีวิตของตน ...ชายหนุ่ม
(จากผู้จัดการออนไลน์)
|