|
พุทธบูรณา รำลึก 100 ปีชาตกาล สืบสานปณิธานพุทธทาส
(ตอนที่ 44)
www.suvinai-dragon.com
44. จิตแห่งคุรุ
วันเวลาผ่านไปเหมือนปีกบิน สวนโมกข์เติบใหญ่ขึ้นมาก แต่ละวันมีผู้คนเดินไปมา
ชมอาคารทั้งเก่าและใหม่ที่เพิ่งสร้างเสร็จ ต้นไม้ที่นั่นล้วนสูงใหญ่ใบหนาทึบ
บรรยากาศร่มรื่น เปิดให้คนเข้ามาเที่ยวชมได้ตามสบายโดยไม่ต้องขออนุญาต
มีทางเดินเวียนรอบลูกเขาเล็กๆ ที่มีป่าเชื่อมถึงเขาใหญ่เป็นทิวยาวต่อกันไป
กุฏิหลังน้อยกระจายตัวกันซ่อนอยู่ตามป่าริมทาง คนและพระรวมกันพำนักอยู่ด้านหน้าของวัด
ส่วนด้านหลังยังคงเป็นป่าสงบสงัดอยู่เช่นเดิม อินทปัญโญผู้เป็นเจ้าอาวาสของวัดนี้อยู่ในวัยที่ล่วงหกสิบแล้ว
ที่มุมหนึ่งของวัดมีโรงปั้น พระใหม่รูปหนึ่งที่เพิ่งเรียนจบมาทางศิลปะกำลังปั้นพระอวโลกิเตศวรโพธิสัตว์ขนาดใหญ่ที่อินทปัญโญบอกให้เขาปั้นขึ้นมาจากภาพต้นแบบครึ่งตัวที่ถูกพบจมอยู่ในคันนาแถวนั้น
เมื่อหลายสิบปีก่อน พระหนุ่มรูปนี้มีความศรัทธาในตัวอินทปัญโญเป็นอย่างมาก
ยิ่งได้มาเห็นตัวจริงของอินทปัญโญ แลเห็นดวงตาที่เป็นประกายแวววาวสดใสเหมือนตาเด็กทารกไร้เดียงสา
แลเห็นอิริยาบถยามเคลื่อนไหวที่ดูสง่า มีความสุภาพเรียบร้อยมากด้วยความเมตตากรุณาตามแบบฉบับของผู้มีจิตที่เข้าถึงความเป็นพุทธะในตนได้แล้ว
เขาก็ยิ่งรู้สึกได้ถึงความสุขสงบอย่างเหลือล้นยากที่จะพรรณนาที่กำลังเอิบอาบอยู่ในจิตวิญญาณของเขา
การที่เขาได้มาบวช และได้อยู่ใกล้ชิดกับอินทปัญโญได้กลายเป็นประสบการณ์ที่ช่วยเปลี่ยนแปลงชีวิตจิตใจของเขาโดยสิ้นเชิง
เพราะตัวเขาได้ซึมซับความหอมหวนของอินทปัญโญมาไว้ในตัว โดยเฉพาะความหอมหวนของปัญญาในทางธรรมของอินทปัญโญประหนึ่งว่าเป็นความหอมที่มาจากพระปัญญาญาณของพระพุทธเจ้าเสียเอง
เขามาบวชที่สวนโมกข์นี้เพื่อแสดงธรรมจากดวงปัญญาที่มีอยู่เต็มเปี่ยมของอินทปัญโญ
ซึ่งมีอยู่เต็มมากเสียจนกระทั่งมันล้นออกมาชโลมจิตวิญญาณของเขา เขาจำได้ว่า
ตัวเขาไม่เคยก้มตัวลงกราบแสดงความเคารพใครด้วยความซาบซึ้งตรึงใจเหมือนอย่างที่ตัวเขาได้กระทำต่อคุรุผู้นี้เลย
เขาเคยโอ้อวดต่อหน้าอินทปัญโญด้วยการท่องข้อความในพระไตรปิฎกออกมายืดยาว
แต่อินทปัญโญกลับเตือนสติเขาว่า
"เธอท่องจำได้เก่งมากจริงๆ แต่ฉันขอถามเธอหน่อยว่า เธอซึมซับเอาคัมภีร์ศักดิ์สิทธิ์มาไว้ในตัวเธอได้หรือยัง
และพระไตรปิฎกได้ช่วยปรับปรุงเปลี่ยนแปลงชีวิตของเธอให้ดีขึ้นได้อย่างไรบ้าง?"
เขาก้มหน้านิ่ง แลเห็นข้อบกพร่องที่มีอยู่ในตน และตระหนักถึงความไร้ประโยชน์ของการเรียนรู้สิ่งต่างๆ
จากตำราโดยที่ไม่นำมาปฏิบัติ อินทปัญโญเตือนเขาอีกว่า
"จงอย่าได้เข้าใจเขวไปว่า ความเข้าใจเป็นอย่างเดียวกับการรู้แจ้ง
พระไตรปิฎกมีไว้เพื่อเป็นเครื่องมือกระตุ้นให้ผู้อ่านต้องการนำไปใช้ให้เกิดการรู้แจ้งเห็นจริงภายใน
และให้เกิดซึมซับเอาข้อความในพระไตรปิฎกนั้นเข้าไปไว้ในจิตใจ มิใช่เพื่อประดับความรู้หรือเพื่ออวดอ้างเฉยๆ"
นอกจากสอนการเจริญภาวนาแล้ว อินทปัญโญยังสอนพระหนุ่มรูปนี้ให้ฝึกฝนปฏิบัติธรรมโดยผ่านการทำงานศิลปะ
ซึ่งเป็นสิ่งที่ตัวเขารักและถนัด นี่เป็นที่มาของการที่ตัวเขาถูกอินทปัญโญมอบหมายให้ปั้นพระอวโลกิเตศวรโพธิสัตว์องค์ใหญ่นี้
ขณะที่กำลังปั้นไป พระหนุ่มก็ได้คิดว่า ศิลปินช่างปั้นช่างวาดอย่างตัวเขามักชอบปรุงแต่งทางศิลปะมากไป
อย่างเช่น พวกเขาชอบปั้นบัลลังก์ลวดลายให้พระพุทธองค์ตรัสรู้ ทั้งๆ ที่ความจริงพระพุทธองค์นั่งบนฟางหญ้า
ยิ่งปั้นไป ปัญญาของพระหนุ่มก็ยิ่งผุดบังเกิดขึ้นมาว่า พระบวชโกนหัวนี่ก็สมมติ
ศาสนาไม่ใช่โบสถ์ ทุกอย่างในโลกนี้เดิมไม่มีชื่อ อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา
เป็นสิ่งที่พระพุทธเจ้าบัญญัติขึ้นเรียก สิ่งนั้นมีอยู่ก่อนแล้ว
สิ่งที่พระหนุ่มได้เรียนรู้เป็นอย่างมากจากอินทปัญโญ คือ วิธีคิด วิธีลับสติปัญญาให้แหลมคม
โดยตัวเองจะต้องพยายามฝึกฝนตนเองเรื่อยไปแล้วจะเป็นเอง เหมือนใช้สิ่วสกัดหินให้เป็นรูป
จนรูปสลักนั้นค่อยๆ งามขึ้นเอง
อินทปัญโญสอนเขาหลายครั้งหลายหนว่า จงทำงาน จงใช้ร่างกายของตนเป็นเครื่องมือส่องทางมืดให้ดีที่สุด
จงจุดตัวเองให้สว่าง จุดปัญญาให้สว่างเป็นปัญญาญาณให้จงได้ อย่าลืมว่า
เราคือเมล็ดพันธุ์แห่งพุทธะ ทุกสิ่งในธรรมชาติแสดงธรรม แสดงความจริงอยู่ทุกขณะ
ครั้งหนึ่ง อินทปัญโญขอให้พระหนุ่มวาดรูปพระเยซูให้ท่าน ตอนแรกเขาหงุดหงิดไม่อยากวาด
เขานึกแย้งในใจว่า เรื่องของพระพุทธเจ้าที่ควรวาดออกมาเป็นภาพก็มีเยอะแยะ
ทำไมต้องไปวาดภาพของศาสนาอื่นด้วยเล่า เขาออกมาบวชก็เพราะเขาต้องการคำสอนของพระพุทธเจ้าเท่านั้น
ด้วยจิตใจที่ศรัทธาว่าพระพุทธเจ้าดีที่สุดในโลก ในตอนนั้น เขาไม่ได้ใส่ใจเรื่องพระเจ้า
คำสอนของพระเยซูหรือของเล่าจื้อก็ไม่อยู่ในการรับรู้ของเขา อินทปัญโญต้องบอกกับเขาว่า
จะเอาภาพพระเยซูนี้ไปถวายเป็นของขวัญสังฆราชที่วาติกัน เขาจึงตื่นเต้นและยอมวาด
อินทปัญโญยื่นคัมภีร์ไบเบิลให้เขาอ่านหลายเที่ยว พร้อมกับสำทับให้เลือกฉากที่ดีที่สุด
พระหนุ่มตัดสินใจวาดฉากหญิงล่วงชาย ถูกคนรุมขว้างหินใส่วิ่งไปหาพระเยซูให้ช่วย
ท่านหยิบก้อนหินขึ้นมา พร้อมกับประกาศว่าใครที่ไม่เคยทำผิดบาปเลยให้ขว้างก่อน
ทุกคนก็หลบเลี่ยงเดินหนี เขาทุ่มเทชีวิตจิตใจวาดภาพนี้ออกมา แล้วนำภาพนี้ไปหาอินทปัญโญเพื่อให้ท่านวิจารณ์
แต่ปรากฏว่าอินทปัญโญได้สูญสิ้นความใส่ใจในสิ่งที่ท่านสั่งเขาเรียบร้อยแล้ว
ตอนนั้นเขาไม่เข้าใจและรู้สึกผิดหวังนิดหน่อย
ต่อมาภายหลังเขาจึงรู้ว่า อินทปัญโญต้องการกระตุกเตือนเขาไม่ให้ยึดติดตัวตน
ไม่ให้หลงทะนงตนในความสามารถในการวาด และการปั้นที่เก่งกว่าพระทุกองค์ที่นี่
รวมทั้งท่านอยากให้เขาศึกษาคัมภีร์ของศาสนาอื่นด้วยเพื่อเปิดใจให้กว้าง
เขานึกไม่ถึงเลยว่า การกระทำของคุรุของเขาในครั้งนั้น มันได้ช่วยกอบกู้จิตวิญญาณของตัวเขาไว้มากขนาดไหน
ไม่ให้ตกลงไปในหลุมพรางของความคับแคบ ความใจแคบ และหยิงผยองลำพองตน อินทปัญโญได้ใช้โอกาสอย่างเหมาะสมในการช่วยให้ศิษย์ของเขาคนนี้เติบโตทางจิตวิญญาณต่อไปได้
แต่แม้กระนั้นก็ตาม พระหนุ่มก็ยังอดฉงนใจอยู่ไม่หายว่า ในท่ามกลางโลกที่เต็มไปด้วยความทุกข์ยากอยู่เช่นนี้
เหตุใดอินทปัญโญจึงยังคงยิ้มแย้มได้งดงามเช่นนั้นเสมอ ทำไมความทุกข์ทั้งหลายทั้งปวง
จึงไม่อาจกัดกร่อนอินทปัญโญลงได้เลยกว่าที่พระหนุ่มจะเข้าใจถึงเหตุผลข้อนี้ได้อย่างถ่องแท้ก็ต้องกินเวลาอีกหลายสิบปีหลังจากนั้น...หลังจากที่ตัวเขาก็ได้กลายมาเป็น
'คุรุ' เหมือนอย่างอินทปัญโญ ผู้เป็น คุรุคนแรก ของเขา และแม้ว่าเขาจะสึกออกจากความเป็นพระ
มาเป็นฆราวาสผู้เป็นศิลปินพเนจรแล้วก็ตาม
เขาหรือ 'เขมานันทะ' ผู้นี้ ได้สอนลูกศิษย์ที่มาปฏิบัติภาวนาร่วมกับเขาในครั้งหนึ่งว่า
"เมื่อกายของเราตื่น จิตของเราตื่น จะเกิดอาการสัมผัสทุกสิ่งทุกอย่างว่า
ทุกสิ่งทุกอย่างไม่ใช่สิ่งที่อยู่ในห้วงจินตภาพ ทุกสิ่งทุกอย่างเป็นสิ่งที่สัมผัสได้โดยตรง
เช่น เมฆ ท้องฟ้า ต้นไม้ เมื่อจิตสำนึกของมนุษย์ตื่นขึ้น เขาก็สัมผัสความจริงของทุกสิ่งทุกอย่างด้วยจิตใจอันใหญ่กว้าง
ความคิดแคบๆ หรือจิตเล็กๆ ภายใต้ความคิด 'ตัวกู-ของกู' แตกสลาย เมื่อจิตสำนึกเล็กๆ
แตกสลายก็กลายเป็นจิตซึ่งเป็นสากล จิตซึ่งกว้างใหญ่ไพศาล ความคิดความอ่านไม่ได้ถูกจำกัดอยู่ภายใต้แวดวงของชาติศาสนาที่จำกัดอีกแล้ว
จิตสำนึกที่แผ่ออกไปไม่มีขอบเขตนั้นเอง เป็นรากฐานดั้งเดิมซึ่งได้กลายเป็นสภาพใหม่
แทนจิตสำนึกเล็กๆ ที่ยังอยู่เพียงเป็นร่องรอยของความจำเท่านั้น"
(จากผู้จัดการออนไลน์)
|