|
พุทธบูรณา รำลึก 100 ปีชาตกาล สืบสานปณิธานพุทธทาส
(ตอนที่ 39)
www.suvinai-dragon.com
39. คู่มือมนุษย์
วันที่ 2 พฤษภาคม พ.ศ. 2499 (ค.ศ. 1956) ณ เนติบัณฑิตยสภา
อาจารย์สัญญา ธรรมศักดิ์ ผู้เป็นอดีตนายกพุทธสมาคมแห่งประเทศไทย และปลัดกระทรวงยุติธรรมในขณะนั้น
กำลังรอการมาปรากฏตัวของ อินทปัญโญ ด้วยจิตใจที่จดจ่อมุ่งหวัง และหวนรำลึก
เพราะเขารู้จักท่านมานานกว่ายี่สิบห้าปีแล้ว ตั้งแต่ตอนที่เขากำลังเรียนกฎหมายอยู่ที่กรุงลอนดอน
ประเทศอังกฤษ แล้วอินทปัญโญได้เขียนจดหมายจากพุมเรียงไชยาไปหาเขาเพื่อแลกเปลี่ยนความคิดเห็นของกันและกัน
เกี่ยวกับเรื่องการเผยแผ่หลักธรรมแห่งพระพุทธศาสนา เพราะทั้งคู่ต่างก็มีศรัทธาในพุทธศาสนาอย่างแรงกล้า
แม้ว่าคนหนึ่งจะเป็นพระภิกษุ แต่อีกคนหนึ่งเป็นฆราวาสผู้มุ่งมั่นที่จะเดินบน
วิถีแห่งสัตบุรุษ ก็ตาม
สัญญา ธรรมศักดิ์ เพิ่งได้เจอตัวจริงของอินทปัญโญเป็นครั้งแรก ก็ในปี 2476
เมื่อเขาสำเร็จการศึกษาแล้วกลับมาเมืองไทยได้สักพักก็ถูกเชิญให้ไปเป็นล่ามของ
"พระโลกนาถ" ซึ่งเป็นพระฝรั่งอิตาเลียนที่มาแสดงปาฐกถาให้พระไทยฟังที่วัดบวรนิเวศ
แล้วอินทปัญโญก็มาฟังรวมทั้งซักถามพระโลกนาถหลายข้อด้วย สัญญารู้สึกประทับใจและเลื่อมใสในภูมิปัญญา
และความมุ่งมั่นของภิกษุหนุ่มอินทปัญโญที่เขาเพิ่งได้รู้จักตัวจริงเป็นอย่างมาก
ความทุ่มเทที่อินทปัญโญหนุ่มอุทิศให้แก่พุทธศาสนา ได้เป็นแรงบันดาลใจให้สัญญา
ธรรมศักดิ์ ตัดสินใจยอมเหนื่อยทำงานให้แก่พุทธสมาคมแห่งประเทศไทยที่เพิ่งก่อตั้งขึ้น
ทั้งๆ ที่ตัวเขาเองก็เพิ่งเป็นผู้พิพากษาฝึกหัดอยู่ ซึ่งเป็นงานที่หนักอยู่แล้ว
สัญญา ธรรมศักดิ์ เป็นหนึ่งในกลุ่มปัญญาชนสยามที่ติดตามพัฒนาการในทางธรรม
และทางจิตของอินทปัญโญมาตั้งแต่แรก และอย่างต่อเนื่องมาจนถึงบัดนี้ด้วยความทึ่ง
และความเลื่อมใสในความล้ำลึกแห่งพุทธธรรมของอินทปัญโญ
ในปี 2481 สัญญา ธรรมศักดิ์ ได้ติดตามท่านเจ้าคุณลัดพลีธรรมประคัลภ์ (วงศ์
ลัดพลี) ซึ่งเป็นอธิบดีผู้พิพากษาศาลอุทธรณ์ และเคยเป็นอาจารย์สอนกฎหมายเขาไปสวนโมกข์
เพื่อพบอินทปัญโญ เมื่อคณะของสัญญาไปถึงสถานีรถไฟไชยาในตอนเช้ามืด อินทปัญโญได้มายืนรอรับพวกเขาที่สถานีรถไฟอยู่ก่อนแล้ว
จากนั้นอินทปัญโญก็เดินนำหน้าพาคณะของพวกเขาไปสวนโมกข์ที่พุมเรียง
ภาพของอินทปัญโญผู้มีร่างสูงใหญ่ ที่เดินตัวปลิวผ่านเส้นทางที่ขรุขระเป็นหลุมเป็นบ่อ
ท่ามกลางทุ่งนาป่าละเมาะ เป็นภาพที่ยังติดตาสัญญา ธรรมศักดิ์ มาจนถึงทุกวันนี้
ยิ่งเขาได้มาฟังการแสดงปาฐกถาธรรมครั้งสำคัญของอินทปัญโญเรื่อง "วิถีแห่งการเข้าถึงพุทธธรรม"
ในปี 2483 สัญญา ธรรมศักดิ์ ถึงกับได้รับความชุ่มใจ และสว่างใจกว่าแต่ก่อนเป็นอย่างมาก
ราวกับได้เห็นทางสว่างโล่งที่ทอดอยู่เบื้องหน้า ทำให้คนธรรมดาอย่างเขาสามารถมองเห็น
และสัมผัสพระธรรมเนื้อแท้ รวมทั้งจุดมุ่งหมายสูงสุดของพระพุทธศาสนาได้กระจ่างชัดอย่างไม่เคยรู้สึกเช่นนั้นมาก่อน
วันนั้นเองที่สัญญา ธรรมศักดิ์ น้อมใจยึดถืออินทปัญโญเป็น "ครูทางธรรม"
ของตัวเขา แม้ว่าอินทปัญโญจะมีอาวุโสมากกว่าตัวเขาเพียงหนึ่งปีก็ตาม
ในระหว่างที่สัญญา ธรรมศักดิ์ กำลังรอคอยการมาของอินทปัญโญด้วยจิตใจที่จดจ่อนั้น
ตัวอินทปัญโญเองก็มีความมุ่งหวังต่อการมาอบรมผู้พิพากษาในครั้งนี้ ซึ่งเป็นครั้งแรกอยู่ไม่น้อยเช่นกัน
เพราะหลังจากที่ตัวเขาได้ทำประโยชน์ตนสำเร็จสิ้นอย่างสมบูรณ์แล้วระหว่างที่ไปประเทศอินเดียเมื่อปลายปีที่แล้ว
ตัวเขาก็ได้ตั้งใจอย่างเต็มเปี่ยมแล้วว่า จะอุทิศชีวิตที่เหลือทั้งหมดของเขาให้กับการทำประโยชน์แก่ผู้อื่นในวงกว้าง
ด้วยการปลุกเร้าให้ผู้คนตื่นขึ้นมาจากความไม่รู้ ความหลงผิดแล้วหันมารับรู้ความเป็นจริงแบบเดียวกับที่พระอริยเจ้ามองเห็น
ราวกับไม่ใช่เรื่องบังเอิญที่ความตั้งใจของอินทปัญโญได้รับการสนองตอบโดยพลัน
เมื่ออาจารย์สัญญา ธรรมศักดิ์ ปลัดกระทรวงยุติธรรมและอดีตนายกพุทธสมาคมแห่งประเทศไทย
ได้เชิญอินทปัญโญขึ้นมากรุงเทพฯ เพื่อบรรยาย "ตุลาการิกธรรม"
ครั้งที่ 1 อันเป็นการบรรยายอบรมผู้ที่จะเป็นผู้พิพากษาทั้งหลาย ให้มีความเข้าใจในหลักธรรมที่แท้จริงของพุทธศาสนา
เพื่อที่ตุลาการจะได้เป็นสถาบันหลักที่ตั้งมั่นอยู่ในธรรม และเป็นที่พึ่งพิงแหล่งสุดท้ายในการปกป้องธรรม
และความยุติธรรมของสังคมนี้ไปอีกนานเท่านาน
ก้าวแรกในการเผยแผ่พุทธธรรมออกสู่วงกว้างของ อินทปัญโญ จึงไม่มีกลุ่มบุคคลไหนที่เหมาะสมเท่ากับกลุ่มผู้จะเป็นผู้พิพากษาทั้งหลายอีกแล้ว
เมื่อคำนึงถึงบริบททางวัฒนธรรมประเพณี และความสัมพันธ์อันแน่นแฟ้นยาวนานที่อินทปัญโญมีกับเหล่าผู้พิพากษาระดับอาวุโสมาเป็นเวลาหลายสิบปีแล้ว
อินทปัญโญ หยุดยืนอยู่ที่ริมหน้าต่าง แล้วมองออกไปข้างนอก เขาอยู่ในความคำนึงอยู่พักใหญ่
แม้เขารู้ว่าอาจารย์สัญญา ธรรมศักดิ์ กำลังรอการมาของเขาอยู่ แต่ความงามของท้องฟ้ายามเช้าที่มีเมฆขาวประปราย
ดวงอาทิตย์เปล่งแสงสีเหลืองทองกระทบกับต้นไม้ใหญ่เป็นลำดูแจ่มกระจ่างเรืองรอง
ขณะที่ดอกบัวกำลังแย้มกลีบรับพลังจากอาทิตย์อุทัยทำให้เขาต้องหยุดอยู่ที่นั่น
มันช่างเป็นภาพที่งดงามนัก แล้วความคิดหนึ่งก็อุบัติขึ้นตรึงอินทปัญโญไว้อยู่กับที่
"ความรัก ความกรุณาอย่างพุทธะ คือเป้าหมายสูงสุด และเป็นทุกสิ่งทุกอย่างที่มนุษย์จะเสาะแสวงหาได้..."
"...การกอบกู้ค้ำจุนโลก จะทำได้ก็โดยผ่านวิถีแห่งความกรุณา และมีอยู่ในความกรุณาอย่างไม่มีเงื่อนไขเท่านั้น"
มันน่าแปลกใจมั้ย ที่มนุษย์ซึ่งไม่มีทรัพย์สมบัติสิ่งใดในโลกไว้ครอบครองอย่างตัวเขากลับอยู่ในความปีติสุขอย่างล้ำลึกได้แทบตลอดเวลา
ไม่ว่าเขาจะอยู่ที่ไหน หรือว่าไปที่ใด? อินทปัญโญถามตัวเองในความสงบเงียบแห่งห้วงขณะนั้น
ผู้ที่มีจิตใจบริสุทธิ์งดงามย่อมดื่มด่ำกับความปีติของชีวิตได้อย่างไม่มีวันสิ้นสุด
และเขาย่อมแลเห็นว่า เป้าหมายอันสูงสุดของการมีชีวิตและการเกิดมาเป็นมนุษย์นั้น
มีอยู่จริง เขาย่อมดำรงชีวิตอย่างมีศิลปะ และเปี่ยมไปด้วยศิลปะแห่งการมีชีวิตอยู่
มนุษย์อาจถูกพรากทุกสิ่งทุกอย่างไปจากตนเองได้ ยกเว้นเพียงสิ่งเดียวเท่านั้น
นั่นก็คือ อิสรภาพที่จะเลือกวิถีทางของตัวเอง อันเป็นเรื่องของการตัดสินใจเลือกภายในจิตใจของมนุษย์ผู้นั้น
อิสรภาพทางใจ ซึ่งใครก็ไม่สามารถพรากไปได้นี้เอง ที่ทำให้ชีวิตมนุษย์เปี่ยมไปด้วยความหมายและเป้าหมาย
อินทปัญโญตระหนักถึง ความสำคัญของอิสรภาพทางใจ ที่เป็นประดุจ "คู่มือมนุษย์"
ของตัวเขามาโดยตลอด เพราะมันเปิดโอกาสให้ตัวเขาได้ใช้ใจสัมผัสชีวิต เปิดโอกาสให้ตัวเขาได้ดื่มด่ำกับความงามของศิลปะ
และของธรรมชาติได้อย่างเต็มที่
คนทั่วไปที่มักปล่อยให้ตัวเองทดท้อ จิตใจหดหู่ไปเรื่อยๆ เพราะมองไม่เห็นเป้าหมายในอนาคตใดๆ
ทั้งสิ้น มักจะพบว่าตัวเองจะจมปลักอยู่กับความฝังใจในอดีตเสมอ อดีตที่ปวดร้าวชวนให้รวดร้าวรันทดเมื่อยามนึกถึง
แต่ก็ยากที่จะลืมเลือน
คนเหล่านั้นมักลืมไปว่า สถานการณ์ภายนอกที่ดูทุกข์ยากลำบากมากเป็นพิเศษนั่นแหละ
คือโอกาสอันงดงาม และมีค่าในการให้มนุษย์ได้พัฒนาจิตใจและจิตวิญญาณของตนยิ่งกว่าที่เคยเป็นมา
ด้วยเหตุนี้กระมัง เท่าที่ผ่านมา จึงมีคนเพียงจำนวนน้อยนิดเท่านั้น ที่สามารถไต่เต้าผลักดันพัฒนาตนเองไปจนถึง
ขีดขั้นสูงสุดทางจิตวิญญาณได้ การที่พวกเขาสามารถประสบความสำเร็จเช่นนั้นได้
ก็เพราะว่าพวกเขาสามารถเปลี่ยนอุปสรรคของชีวิตให้เป็นชัยชนะแห่งจิตใจได้นั่นเอง
ในโลกนี้ไม่มีใครสามารถแบ่งเบาความทุกข์ของคนเราหรือรับทุกข์ทรมานแทนกันได้ตลอดไปหรอก
ความทุกข์เป็นสิ่งที่มนุษย์เราแต่ละคนจะต้องผ่านพ้นก้าวข้ามไปให้ได้ด้วยตัวของเขาเอง
ความโดดเด่นของความเป็นมนุษย์คนหนึ่ง จึงอยู่ที่ว่าคนเราจะมีวิธีแบกรับความทุกข์ยากทั้งปวงที่ถั่งโถมเข้ามาสู่ชีวิตไว้ได้อย่างไร
และรู้จักอย่างรู้แจ้งในการแปรเปลี่ยนมันให้เป็นการเติบโตทางจิตวิญญาณได้อย่างไรต่างหาก
มนุษย์เราหากไม่คิดถึงตัวเอง แต่กลับมุ่งเสียสละตนเองเพื่อรับใช้บางสิ่งบางอย่างที่สูงส่ง
ด้วยความรักความอุทิศตัวเท่าใด มนุษย์ผู้นั้น ก็จะยิ่งกลายเป็น มนุษย์ที่แท้
และ รู้แจ้งในตนเอง ยิ่งขึ้นเท่านั้น
อินทปัญโญรู้ว่าขณะนี้ เขามีอายุย่างเข้าห้าสิบปีแล้ว อันเป็นวัยที่เริ่มจะแก่เฒ่าลงไปแล้ว
แต่เขาก็ไม่เคยมองความแก่ชราที่กำลังมาเยือนตัวเขาด้วยความหวาดหวั่นเลย
เหมือนกับที่ตัวเขาไม่เคยรู้สึกเสียดายความหนุ่มแน่นที่กำลังจากตัวเขาไปเลย
เขาไม่มีเหตุผลจะอิจฉาคนหนุ่มๆ สาวๆ ที่ตัวเขาพบเห็นหรือเสียดายอาลัยอาวรณ์ความเยาว์วัยที่สูญไปแล้วของตัวเองเลยแม้แต่นิดเดียว
เพราะเส้นทางทุกย่างก้าวที่ตัวเขาได้เดินมาตั้งแต่ในอดีตจนถึงบัดนี้ มันได้ถูกเก็บบันทึกไว้ในความทรงจำของเขาเป็น
อนุสรณ์แห่งการดำรงอยู่ของตัวเขา อย่างที่ตัวเขาสามารถย้อนกลับมาคิดทบทวนด้วยความภาคภูมิใจ
และเบิกบานใจได้เสมอว่า ตัวเขาได้ทำหน้าที่เป็น "ทาส" รับใช้พระพุทธองค์อย่างสุดชีวิตเท่าที่ผู้ชายคนหนึ่งจะถวายให้แก่
"ครู" ที่ตัวเขาภักดีอย่างหมดหัวใจได้
(จากผู้จัดการออนไลน์)
|