|
พุทธบูรณา รำลึก 100 ปีชาตกาล สืบสานปณิธานพุทธทาส
(ตอนที่ 29)
www.suvinai-dragon.com
29. อโศการาม
"ผมเห็นว่า พุทธศาสนาสูญไปจากประเทศอินเดีย เพราะว่าพุทธบริษัทเริ่มตีความหลักพุทธศาสนาผิดเอง
อธิบายพุทธศาสนาผิดเสียเอง เช่น อธิบายปฏิจจสมุปบาทที่เป็นพุทธแท้ๆ
ให้กลายเป็นฮินดูหรือเป็นพราหมณ์ไป คือ กลายเป็นคร่อม 3 ชาติ กลายเป็นมีอัตตาไป
เพียงเท่านี้เท่านั้น มันก็เป็นไปโดยพฤตินัยแล้ว"
"นั่นแหละโดยความจริงแล้ว พุทธศาสนาหมดไปจากประเทศอินเดียทันที
เพราะพออธิบายปฏิจจสมุปบาทผิดกลายเป็นมีอัตตาตัวตนไปแล้ว ก็แปลว่า พุทธศาสนาหมดแล้วไม่มีเหลืออยู่แล้วในประเทศอินเดีย
คือได้ไปผนวกเป็นศาสนาพราหมณ์ที่มีอาตมันเสียแล้ว"
พุทธทาสภิกขุใน "ปฏิจจสมุปบาทจากพระโอษฐ์"...21 ตุลาคม พ.ศ.
2498 (ค.ศ. 1955)
ณ วัดอโศการาม เมืองปัตนะ ประเทศอินเดีย
อินทปัญโญ กำลังยืนอยู่ใน วัดอโศการาม อันเป็นวัดที่พระเจ้าอโศกมหาราชได้ทรงสร้างขึ้น
และเคยเป็นที่ทำสังคายนาครั้งที่ 3 ที่มีพระเถระจำนวนหนึ่งพันรูปมาประชุมกันทบทวนร้อยกรองพระธรรมวินัย
เมื่อพุทธศักราช 235 จากนั้น พระเจ้าอโศกมหาราชก็จัดการส่งพระศาสนทูตไปประกาศพระศาสนาในดินแดนต่างๆ
ถึง 9 สาย โดยที่สายหนึ่งได้เดินทางไปยังสุวรรณภูมิหรือดินแดนแถบประเทศไทย
จึงเห็นได้ว่าวัดอโศการามแห่งนี้คือ จุดเริ่มต้นของการเผยแผ่พุทธศาสนามายังประเทศไทย
ทำให้คนไทยมีวาสนาได้พบเจอพุทธธรรมมาจนทุกวันนี้
ครั้งนี้เป็นครั้งแรกที่อินทปัญโญเดินทางมาประเทศอินเดีย ทั้งๆ ที่ตัวเขาก็บวชมานานแล้ว
และศึกษาพุทธศาสนามาเกือบตลอดชีวิตของเขา การที่ตัวเขาเดินทางมาเยือน "พุทธภูมิ"
ในครั้งนี้ ก็เพื่อที่จะสอบสวนข้อสงสัย และปัญหาบางประการเกี่ยวกับพุทธประวัติซึ่งเกิดจากข้อความในหนังสือต่างๆ
ที่กล่าวไว้ไม่ตรงกันหรือไม่น่าเชื่อถือ เขาจึงตัดสินใจเดินทางมาอินเดียเพื่อสืบค้นด้วยตัวของเขาเอง
เขาเชื่อว่า การที่ตัวเขาได้มาเห็น "พุทธภูมิ" กับตา และได้มาเจริญสมาธิภาวนา
ณ ดินแดนศักดิ์สิทธิ์ตามพุทธสังเวชนียสถานต่างๆ จะทำให้ตัวเขาได้รับคำตอบที่สำคัญมากต่อการชุบชีวิตศาสนาพุทธในประเทศไทย
ให้มีชีวิตมีพลังทางสังคมอีกครั้ง
อโศการามแห่งนี้ เป็นจุดตั้งต้นของการเผยแผ่พุทธศาสนาเข้าสู่ประเทศไทยก็จริง
แต่ก็ยังเป็นเหตุการณ์ในสมัยของพระเจ้าอโศกมหาราช ซึ่งประสูติหลังพุทธกาลตั้งเกือบ
200 ปี ถ้าจะสืบสาวพุทธประวัติก็ต้องย้อนถอยหลังไปอีก ในสมัยพุทธกาล ประเทศอินเดีย
ตอนนั้นเรียกว่าชมพูทวีปซึ่งประกอบด้วยแว่นแคว้นใหญ่ถึง 16 แว่นแคว้น แต่แคว้นที่เกี่ยวข้องกับพระพุทธศาสนาในยุคพุทธกาล
ได้แก่ แคว้นมคธ แคว้นวัชชีและแคว้นโกศล โดยที่แคว้นมคธกับแคว้นวัชชีแข่งอำนาจกันเป็นหลัก
แต่หลังพุทธกาลไม่นาน แคว้นวัชชีก็สูญเสียอำนาจแก่แคว้นมคธ ตามมาด้วยแคว้นโกศล
ในที่สุด จึงเหลือแคว้นมคธอยู่แคว้นเดียวที่ใหญ่ที่สุด เรื่อยมาจนถึงสมัยพระเจ้าอโศกมหาราช
เมืองปัตนะ อันเป็นที่ตั้งของวัดอโศการามที่อินทปัญโญกำลังยืนอยู่นี้
ชื่อเดิมคือ เมืองปาตลีบุตร ซึ่งต่อมาได้มาเป็นเมืองหลวงของพระเจ้าอโศกมหาราช
เมืองปาตลีบุตรนี้เพิ่งจะเริ่มก่อสร้างในตอนที่พระพุทธเจ้าใกล้จะปรินิพพาน
เมืองหลวงของแคว้นมคธก่อนหน้านี้ในสมัยพุทธกาลคือ เมืองราชคฤห์ ที่พระพุทธเจ้าเคยประทับอยู่
และทรงประดิษฐานพระพุทธศาสนาที่นั่น ครั้นเมื่อพระพุทธองค์ปรินิพพานแล้ว
เมืองราชคฤห์ก็ได้เป็นศูนย์กลางการเผยแผ่พระพุทธศาสนา เพราะเป็นที่ทำสังคายนาครั้งที่
1
ความเชื่อมโยงระหว่างเมืองราชคฤห์กับเมืองปาตลีบุตรในสมัยพุทธกาลมีไม่มากนัก
กล่าวคือ เมืองราชคฤห์เป็นเมืองหลวงของแคว้นมคธในสมัยพุทธกาลซึ่งปกครองโดยพระเจ้าพิมพิสาร
ต่อมาโอรสของพระเจ้าพิมพิสารคือพระเจ้าอชาตศัตรูได้ปลงพระชนม์พระราชบิดาแล้วขึ้นครองราชย์ที่เมืองราชคฤห์นั่นแหละ
จนถึงปลายพุทธกาลจึงมีเรื่องราวของเมืองปาตลีบุตรเกิดขึ้น คือ ตอนนั้นพระพุทธเจ้าเสด็จพุทธดำเนินจะไปเมืองที่จะปรินิพพานคือ
เมืองกุสินารา แล้วทรงเสด็จผ่าน ปาตลิคาม หรือหมู่บ้านปาตลิ
ซึ่งตอนนั้นยังไม่ได้เป็นเมืองปาตลีบุตร ต่อมาพระเจ้าอชาตศัตรูต้องการจะรุกรานแคว้นวัชชี
จึงทรงดำเนินการสร้างปาตลิคามให้เป็นเมืองหน้าด่าน เพื่อจะสู้รบกับแคว้นวัชชี
จึงเกิดเป็นเมืองปาตลีบุตรขึ้นมา
พระเจ้าอโศกมหาราชเอง ความจริงมิใช่อยู่ในวงศ์ของพระเจ้าอชาตศัตรู ถึงแม้จะอยู่แคว้นมคธ
แต่ก็เป็นกษัตริย์วงศ์อื่น เรื่องมีอยู่ว่า กษัตริย์วงศ์พระเจ้าพิมพิสารที่ครองแคว้นมคธนั้น
เหมือนต้องคำสาปคือ ลูกฆ่าพ่อตลอด พระเจ้าอชาตศัตรูฆ่าพระเจ้าพิมพิสาร
ต่อมาโอรสของพระเจ้าอชาตศัตรูก็ฆ่าพระบิดาอีก และตัวเองก็ถูกโอรสของตนฆ่าตายอีกเช่นกัน
คือฆ่ากันมาหลายชั่วกษัตริย์ จนพวกอำมาตย์และราษฎรทนไม่ไหวก็เลยยึดอำนาจแล้วตั้งราชวงศ์ใหม่ขึ้นมาปกครองแทน
จนกระทั่งถูกยึดครองโดยกษัตริย์วงศ์หนึ่งคือ วงศ์โมริยะ ที่มี จันทรคุปต์
เป็นผู้นำ พระเจ้าจันทรคุปต์นี้คือ ปู่ของพระเจ้าอโศกที่เชี่ยวชาญในการรบมากจนรบชนะแคว้นมคธ
และเข้าครอบครองแผ่นดินมคธ ตั้งตัวเป็นกษัตริย์ราชวงศ์ใหม่ได้สำเร็จ
โอรสของพระเจ้าจันทรคุปต์มีพระนามว่า พินทุสาร พระเจ้าอโศกเป็นหนึ่งในโอรสของพระเจ้าพินทุสาร
เดิมทีตอนยังเป็นเจ้าชายอโศกทรงเป็นผู้ที่มีความทะเยอทะยานและกระหายอำนาจมาก
เพราะเมื่อพระเจ้าพินทุสารผู้เป็นพระราชบิดาสวรรคต เจ้าชายอโศกได้ฆ่าพี่น้องร่วม
100 องค์ เหลือไว้เฉพาะพระอนุชาร่วมมารดาองค์เดียวเท่านั้น เพื่อตั้งตัวเป็นกษัตริย์ยิ่งใหญ่แต่เพียงผู้เดียว
ครั้นเมื่อขึ้นครองราชย์เป็นกษัตริย์ของแคว้นมคธได้แล้ว ก็ยังไม่พอยังมุ่งแสวงอำนาจต่อไปด้วยการยกทัพไปรุกรานประเทศอื่น
รบชนะมาเรื่อย โดยหวังจะเป็นกษัตริย์ที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในชมพูทวีป
การรบเพื่อชิงอำนาจครั้งสุดท้ายของพระเจ้าอโศก คือ การรบกับแคว้นกลิงคะที่มีกองทัพที่เข้มแข็ง
ทั้งสองฝ่ายรบกันอยู่เป็นเวลานาน แม้ในที่สุด ฝ่ายพระเจ้าอโศกจะชนะสามารถตีแคว้นกลิงคะได้ก็ตาม
แต่การรบครั้งนั้น ทำให้ผู้คนล้มตายกันเป็นแสนๆ คนทั้งสองฝ่าย พระเจ้าอโศกเห็นศพของเหล่าทหารหาญของทั้งสองแคว้นที่นอนตายเกลื่อนสนามรบโลหิตไหลนองแล้วเกิดความสลดพระทัย
พระองค์มิได้เกิดความปีติยินดีในชัยชนะอันยิ่งใหญ่ของพระองค์ในครั้งนั้นเลย
ตรงกันข้าม นี่เป็นครั้งแรกที่พระองค์ทรงสำนึกเสียใจในการก่อสงคราม พระองค์จึงหันมานับถือพุทธศาสนาแล้วเปลี่ยนนโยบายใหม่จากการมุ่งชนะด้วยสงครามมาสู่การเอาชนะด้วยธรรมแทน
การเปลี่ยนแปลงโครงสร้างเชิงลึกในจิตใจของพระเจ้าอโศกพระองค์เดียว แทบเปลี่ยนโฉมหน้าประวัติศาสตร์พุทธศาสนาของโลกหลังจากนั้นไปอย่างสิ้นเชิง
จากกษัตริย์ธรรมดาองค์หนึ่งที่มุ่งแสวงหาความยิ่งใหญ่ให้แก่ตนเอง แสวงหาโภคทรัพย์และอำนาจเพื่อบำรุงบำเรออัตตาของตนเองเหมือนกษัตริย์สมัยโบราณทั่วๆ
ไป กลายเป็น กษัตริย์ผู้ยิ่งใหญ่และเปี่ยมไปด้วยคุณธรรม คำสอนของพุทธศาสนาได้ย้อมเปลี่ยนจิตใจของกษัตริย์องค์นี้
จนมีดวงตาเห็นธรรม แลเห็นความจริงของชีวิตได้อย่างถ่องแท้ว่า
"ทรัพย์สินเงินทอง อำนาจความยิ่งใหญ่ทั้งปวง ล้วนเป็นอนิจจังเป็นสิ่งไม่เที่ยง
เกิดขึ้นตั้งอยู่แล้วก็ดับไป ไม่มีสาระที่แท้จริง และไม่ควรเอาชีวิตอันมีค่าของตนไปฝากไว้กับสิ่งเหล่านี้
และ ไม่ควรหวังความสุขที่แท้จากอำนาจ และทรัพย์สินเงินทอง เพราะมันไม่มีคุณค่าที่แท้จริง
มันเป็นเพียงสิ่งนอกกาย ชั่วคราว ไม่ยั่งยืน"
พระเจ้าอโศกมหาราช รอดพ้น "จุดจบ" ที่จะถูกนักประวัติศาสตร์รุ่นหลัง
และประชาชนคนรุ่นหลังประณามว่าเป็น ทรราช ได้ ก็เพราะปัญญาและการตื่นทางจิตวิญญาณของพระองค์เองโดยแท้
ขณะที่ผู้มีอำนาจส่วนใหญ่ล้วนล้มเหลวต่อการหลุดรอดจาก "กับดักแห่งอำนาจ"
และจบสิ้นชีวิตลงภายใต้การสาปแช่งของประชาชนในข้อหา ทรราช
แม้พระเจ้าอโศกจะมองไม่เห็นทรัพย์สินเงินทอง และอำนาจมีความหมายอีกต่อไปแล้ว
แต่พระองค์ก็ไม่ได้ทรงทิ้งทรัพย์และอำนาจ แต่ทรงกลับใช้ทรัพย์และอำนาจของพระองค์เป็น
"เครื่องมือแห่งธรรม" กล่าวคือทรงใช้เป็นเครื่องมือในการสร้างสรรค์
ทำความดีงามและประโยชน์สุขให้แก่ปวงชน
กล่าวคือ แทนที่จะทรงใช้ทรัพย์และอำนาจมาบำรุงบำเรอตนเอง พระองค์กลับใช้ทรัพย์ของพระองค์ในการสร้างโรงพยาบาลทั่วพระราชอาณาจักร
สร้างถนนหนทาง ปลูกต้นไม้ ขุดบ่อน้ำ สร้างที่พักคนเดินทาง ให้การศึกษาประชาชน
ทำศิลาจารึกประกาศธรรมแถลงเรื่องที่เป็นนโยบายของรัฐในทางธรรม เพื่อให้ผู้บริหารท้องถิ่นนำไปสั่งสอนประชาชน
ตลอดจนอุปถัมภ์พุทธศาสนาอย่างมากมาย เพราะพระองค์ได้ทรงสร้างวัดขึ้นทั้งหมด
84,000 วัดทั่วราชอาณาจักรของพระองค์ ซึ่งวัดที่พระเจ้าอโศกทรงสร้างไว้หลายแห่ง
ยังมีซากเหลืออยู่จนทุกวันนี้
ในศิลาจารึกของพระเจ้าอโศกแห่งหนึ่งมีข้อความจารึกไว้ตอนหนึ่งว่า ยศ
หรือ ความยิ่งใหญ่ของพระองค์นั้นจะไม่มีความหมายเลย ถ้าหากไม่เป็นไปเพื่อช่วยให้ประชาชนของพระองค์ได้ประพฤติธรรม...
อินทปัญโญได้ข้อคิดจากเรื่องราวของพระเจ้าอโศกมหาราชว่า คนเราถ้ามีความคิดดี
มีเจตนาดี มีสติปัญญาดี แล้วมีทรัพย์ มีอำนาจหนุนหลัง คนผู้นั้นก็ย่อมสามารถสร้างผลสะเทือนที่ยิ่งใหญ่และกว้างขวาง
เหมือนดังพระเจ้าอโศกมหาราชได้ ทรัพย์และอำนาจ เมื่อเป็นเครื่องมือของธรรม
จะทำให้ผู้นั้นกลายเป็นรัฐบุรุษ แต่ถ้าทรัพย์และอำนาจกลายเป็นจุดหมายของชีวิตโดยตัวของมันเอง
และคอยบงการชีวิตของคนผู้นั้น มันจะทำให้คนผู้นั้นกลายเป็นมารและเป็นทรราช
อโศการามที่อินทปัญโญกำลังยืนอยู่ไม่หลงเหลือร่องรอยความยิ่งใหญ่ในอดีตสมัยพระเจ้าอโศกมหาราชอีกต่อไปแล้วก็จริง
อินทปัญโญเหลียวแลไปรอบๆ พร้อมๆ กับปลงสังเวช อาณาจักรเหล่านั้นในสมัยพุทธกาล
และหลังพุทธกาลสิ้นไปหมดแล้ว แต่ภูเขายังอยู่ แผ่นดินยังอยู่ ท้องฟ้าก็ยังอยู่
ธรรมชาติและกฎของธรรมชาติก็ยังคงทำหน้าที่ของมันต่อไป เขารำพึงในใจก่อนจากที่นั้นมา
เพื่อเดินทางท่อง "พุทธภูมิ" ต่อไป
(จากผู้จัดการออนไลน์)
|