|
พุทธบูรณา รำลึก 100 ปีชาตกาล สืบสานปณิธานพุทธทาส
(ตอนที่ 1)
www.suvinai-dragon.com
คำอุทิศ
บุญกุศลใดๆ อันเกิดจากข้อเขียนชุดนี้ ผู้เขียนขออุทิศแด่เหล่าผู้กล้าทั้งแผ่นดินที่พร้อมใจกันลุกขึ้นมาสู้กับระบอบทักษิณอย่างกล้าหาญ
และเสียสละเพื่อพิทักษ์แผ่นดินไทยอันศักดิ์สิทธิ์ผืนนี้ให้แก่อนุชนคนรุ่นหลังที่จะได้มีโอกาสมีชีวิตอยู่อย่างเสรี
และเท่าเทียมกันยิ่งกว่าเดิม เนื่องเพราะการต่อสู้เพื่อความถูกต้อง และความเป็นธรรมก็เป็นอีกรูปแบบหนึ่งของการปฏิบัติธรรม
และเป็นอีกมิติหนึ่งของการยกระดับจิตวิญญาณแบบรวมหมู่ในมุมมองของภูมิปัญญาบูรณาการ
บทโหมโรง
อายุขัยของจักรวาฬ ภูมิปัญญาแห่งฟ้า ความอ่อนน้อมของน้ำ ความอ่อนโยนของแผ่นดิน
ความมั่นคงของขุนเขา ความร้อนแรงของไฟ ความอิสระของสายลม ความสมบูรณ์ของแมกไม้
และความเบิกบานใจของบุปผา จงปรากฏแด่มวลชนทั้งหลายที่ร้อยใจกันเป็นหนึ่งเดียวเพื่อพิทักษ์ธรรมด้วยเทอญ
1. ทางเลือกกับความใฝ่ฝัน
"เยาวชนมิใช่เป็นภาชนะสำหรับเติมเต็มความปรารถนาของพวกผู้ใหญ่ แต่เยาวชนคือเทียนที่จะต้องถูกจุดให้สว่าง"
วาทะของมังกรธรรม
ต้นเดือนกรกฎาคม พ.ศ. 2469 (ค.ศ. 1926)
เมื่อแปดสิบปีก่อน ในสมัยที่สังคมไทยของเรายังไม่ได้ยกย่องคนรวยเท่ากับนับถือผู้มีคุณธรรม
ยังไม่ได้บูชาวัตถุเท่ากับเชิดชูคุณค่าทางจิตใจ ในสมัยที่ผู้คนส่วนใหญ่
ไม่ว่าจะอยู่ในชนชั้นไหนก็ยังมีความละอายต่อบาป และยังพอใจกับชีวิตที่กินอยู่อย่างพอเพียง
อันเป็นยุคสมัยแห่ง "อดีต" ที่อาจไม่มีวันหวนกลับคืนมาอีกแล้ว
ณ หมู่บ้านกลาง ตำบลพุมเรียง จังหวัดไชยา (สุราษฎร์ธานีในปัจจุบัน)
เย็นวันนั้น หนุ่มเงื่อม ปลีกตัวจากงานค้าขายของที่บ้าน มานั่งพักกายพักใจ
ณ มุมสงบ ริมบึงอันเป็นที่ประจำของเขา เพื่อครุ่นคิดปัญหาชีวิตบางประการที่ตัวเขายังคิดไม่ตก
นับตั้งแต่ที่ พ่อเซี้ยง เตี่ยของเขาได้เสียชีวิตไปอย่างกะทันหัน
ด้วยโรคลมปัจจุบันตั้งแต่เมื่อสี่ปีก่อน เด็กหนุ่มก็จำต้องออกจากโรงเรียนกลางคันในขณะที่ตัวเขากำลังเรียนอยู่ชั้นมัธยมปีที่สาม
โดยเขาเพิ่งมีอายุแค่สิบหกปีเท่านั้น เขาจำต้องออกมาช่วย แม่เคลื่อน
มารดาของเขาดูแลธุรกิจร้านค้าของชำที่บ้านแทนมารดาของเขาซึ่งสุขภาพไม่ค่อยแข็งแรงนัก
การที่เด็กหนุ่มอย่างเขาต้องเข้ามารับผิดชอบงานค้าขายของทางบ้านตั้งแต่วัยเริ่มแตกพาน
ทำให้เงื่อมต้องเสีย "โอกาสในวัยรุ่น" อย่างที่เด็กหนุ่มรุ่นกระทงทั่วไปพึงมีไปหลายอย่าง
อย่างแรก เขาเป็นคนรักดนตรีเป็นชีวิตจิตใจ แต่ตัวเขาไม่มีโอกาสได้ฝึกฝนมันเลย
เพราะนอกจากตัวเขาจะไม่มีเวลาฝึกหัดแล้ว มารดาของเขายังห้ามไม่ให้ตัวเขาเรียนดนตรีอีกด้วย
เพราะท่านมองว่าดนตรีเป็นของเสื่อม เป็นของที่ทำให้วัยรุ่นใจแตก จนไม่ใส่ใจกับการเล่าเรียนและการงาน
อันที่จริง นิสัยชอบดนตรี รวมทั้งชอบกาพย์กลอนนี้ เงื่อมก็ได้รับอิทธิพลมาจากเตี่ยของเขาซึ่งเป็นลูกจีนแซ่โค้วที่ปู่ของเขาหรือบิดาของท่านมาจากเมืองจีน
มณฑลฮกเกี้ยน โดยมีอาชีพเป็นศิลปินช่างเขียนภาพมาก่อน ตัวบิดาของเงื่อมเองก็มีวิญญาณกวี
ชอบแต่งโคลงกลอน และยังชอบทำงานช่างเป็นงานอดิเรก แต่ทำการค้าขายเป็นเครื่องเลี้ยงชีพ
ขณะที่มารดาของเงื่อมเป็นคนไทยที่เข้มงวดในการดำเนินชีวิต แม้จะทำอาหารเก่ง
แต่ก็ใช้ชีวิตอย่างประหยัด มัธยัสถ์ และกระเหม็ดกระแหม่
นอกจากดนตรีแล้ว เงื่อมยังชอบออกไปตกปลาในทะเล เพราะเขาถือว่า มันเป็นการออกไปผจญภัยอย่างหนึ่ง
มันเหมือนกับทำให้ตัวเขาได้หลุดออกไปอยู่ในอีกโลกหนึ่งเป็นการชั่วคราว
ไปพ้นจากโลกในชีวิตประจำวันที่จำเจของเขา แต่เงื่อมก็มีโอกาสออกไป "ผจญภัย"
เช่นนี้ได้ไม่กี่ครั้งเท่านั้น เพราะเขาถูกมารดาของเขาห้ามเด็ดขาด เนื่องจากท่านถือว่า
การไปตกปลาเล่นนั้นเป็นการฆ่าสัตว์ตัดชีวิต ซึ่งเป็นบาปที่ไม่สมควรทำ
เมื่อออกไปตกปลาไม่ได้ เงื่อมจึงหันไปเลี้ยงปลากัดแทน แต่ตัวเขาไม่ได้เลี้ยงปลากัดเพื่อไปแข่งขันหรอก
เขาเลี้ยงปลากัดไว้เพื่อชื่นชมมากกว่า เพราะตัวเขาชอบเอาปลากัดมาใส่ขวดดูเพื่อชื่นชม
เพื่อความรู้สึกประทับใจในสีสันที่สวยงาม และแปลกตาของมัน
จะว่าไปแล้ว เงื่อมก็เป็นเด็กหนุ่มธรรมดาคนหนึ่งที่หลงใหลใน ความงามอันละเอียดอ่อนที่เป็นความน่าอัศจรรย์ใจของชีวิต
ไม่ว่าจะเป็นดนตรีหรือสิ่งมีชีวิตในธรรมชาติ เพียงแต่ตัวเขาจนบัดนี้ยังไม่ได้มีโอกาสสัมผัสมันอย่างลึกซึ้ง
เพราะข้อจำกัดทางสภาพแวดล้อมของชีวิตที่ตัวเขาต้องยุ่งอยู่กับการทำมาหากินจนไม่เคยมีเวลาว่างเลยเท่านั้น
แม้แต่ เกมกระดาน อย่างหมากรุก เงื่อมก็สนใจและชอบเล่น แต่ทางบ้านหรือมารดาของเขาก็ห้ามเด็ดขาด
เพราะท่านมองว่ามันเป็นอบายมุขอย่างหนึ่งที่ทำให้มัวเมาลุ่มหลงได้ ขณะที่ในใจของเงื่อมแอบคัดค้านอยู่ในใจอยู่เงียบๆ
โดยไม่กล้าแสดงออกมาว่า หมากรุกเป็นเกมกระดานที่ควรมองว่าเป็นการศึกษาอย่างหนึ่งมากกว่า
มองว่ามันเป็นแค่การเล่นฆ่าเวลาที่เปล่าประโยชน์ เพราะเกมหมากรุกนี้จะสอนให้ผู้นั้นฉลาดเฉลียวยิ่งขึ้น
คิดเก่งขึ้น และมีไหวพริบ ช่วยฝึกสติสัมปชัญญะของผู้นั้น ให้มีความรอบคอบเป็นนักกลยุทธ์หรือมีหัวเสนาธิการได้ด้วย
แม้แต่เรื่องของความรักเอง เขาก็พอมีบ้างเหมือนกันที่ไปแอบชอบหญิงสาวบางคนอยู่
แต่เงื่อมไม่มีโอกาสไปจีบสาวคนไหนเลย เพราะชีวิตในปัจจุบันของเขามีแต่งาน
งาน งาน! เขามีแต่งานที่ต้องทำอยู่ตลอดเวลา จนไม่มีเวลาที่จะไปเจ้าชู้กับใคร
หรือแม้แต่จะไปเที่ยวมหรสพ ซึ่งบ้านนอกภาคใต้อย่างที่เขาอยู่นี่ก็นานๆ
ครั้งมากถึงจะมีสักทีหนึ่ง
เพราะตัวเขานอกจากจะต้องขายของที่ร้านชำของครอบครัวแล้ว เขายังต้องไปแบกของส่งให้ตามบ้านของคนที่เขามาสั่งซื้อของที่ร้านด้วย
เพราะตัวเขาไม่มีลูกจ้างช่วยงานที่ร้าน แม้แต่ฟืนเชื้อเพลิงที่ใช้เผาภายในบ้าน
ตัวเขายังต้องเป็นคนเลื่อยเอง ผ่าเองเลย
ชีวิตที่มีแต่งานรัดตัวทั้งวัน วันแล้ววันเล่า จนไม่มีเวลาและโอกาสได้กระทำในสิ่งที่ตัวเขาเองคิดว่า
น่าท้าทายและใจรัก จึงเป็นสาเหตุหลักที่ทำให้เงื่อมต้องมานั่งจมจ่อมอยู่คนเดียวริมบึงยามเย็นในขณะนี้
"ชีวิตน่าจะเป็นสิ่งที่มีความหมายมากกว่า
การหาเช้ากินค่ำไปวันๆ มิใช่หรือ?"
เด็กหนุ่มเฝ้าถามตัวเองอยู่ในใจซ้ำแล้วซ้ำเล่านับครั้งไม่ถ้วน แต่ "อะไรคือความหมายล่ะ?"
แม้แต่ตัวเขาเองก็ยังไม่มีคำตอบที่แจ่มชัด แม้พอจะมีเค้าเงื่อนรางๆ
อยู่บ้าง
สิ่งนั้นก็คือ หนังสือ!
เนื่องจากที่บ้านเขานอกจากขายของชำแล้ว ยังขายหนังสือด้วย หนังสือที่ตัวเขาขายและก็ได้มีโอกาสอ่านเองด้วยนั้น
นอกจาก นิยายจักรๆ วงศ์ๆ ที่มีผู้นิยมซื้ออ่านมากที่สุดในยุคนั้นแล้ว ยังมี
หนังสืออ่านสมัยใหม่ ที่เป็นเรื่องแปลจากฝรั่งออกมาประปราย แต่ที่บ้านนอกนี้ขายไม่ค่อยออกนัก
จะมีก็แต่ หนังสือธรรมะ กับ การตั้งวงพูดคุยโต้เถียงกันในเรื่องธรรมะ เท่านั้น
ที่เป็นห้วงเวลาเดียวที่ทำให้เด็กหนุ่มอย่างเขารู้สึกว่ามันเป็นห้วงเวลาที่มีสีสันที่สุดสำหรับตัวเขา
เพราะมันทำให้ตัวเขาสามารถรู้สึกได้ถึง ความพึงพอใจอย่างล้ำลึก ยินดีกับความหมายของการมีชีวิตมีลมหายใจอยู่
รวมทั้งการได้ตระหนักถึงศักยภาพที่แท้จริง และซ่อนเร้นอยู่ในตัวเขาเอง
แต่การได้อ่านหนังสือธรรมะ กับการได้คุยธรรมะในตอนนั้น ของเงื่อมก็ยังเป็นแค่งานอดิเรกในยามว่าง
ซึ่งก็หาได้ยากในขณะนี้ของตัวเขาเท่านั้น
อย่างน้อย การได้อ่านหนังสือธรรมะของเงื่อมก็ทำให้เด็กหนุ่มในวัยยี่สิบอย่างเขาได้มีโอกาสครุ่นคิด
พิจารณา คำถามต่างๆ ซึ่งเขาไม่เคยได้ตั้งคำถาม และครุ่นคิดมาก่อน คำถามต่างๆ
ที่ว่านั้นก็คือ
"อะไรคือจุดมุ่งหมายที่แท้จริงของการเกิดมา?"
"ชีวิตที่ดีอย่างแท้จริงคืออะไร?"
"ธรรมชาติของมนุษย์ที่เกิดมา ดีหรือเลวมาแต่กำเนิด?"
บางครั้ง เงื่อมถึงกับต้องปิดหนังสือธรรมะลง หลับตาพริ้มด้วยความรู้สึกปีติจนถึงกับขนลุกซู่
และแผ่ซ่านไปทั่วร่าง นั่นไม่ใช่แค่เพราะคำพูดหรืออักษรในหนังสือธรรมะที่กระทบใจเขาเท่านั้นหรอก
แต่เพราะตัวเขาได้แลเห็น โลกใหม่ ที่เปิดกว้างขึ้นจากการได้อ่านหนังสือเหล่านี้
ราวกับว่าตัวเขาได้ค้นพบ โลกอีกโลกหนึ่งในจิตใจของเขา ซึ่งต่างจาก
โลกแห่งการทำมาหากิน ที่เขาจำต้องอยู่กับมันทางกายภาพนี้มากนัก
"กำลังคิดอะไรอยู่หรือหลาน?"
อาเสี้ยงของเขา ซึ่งเป็นน้องชายแท้ๆ ของพ่อเซี้ยงบิดาของเขา เอ่ยทักขึ้นทำให้เด็กหนุ่มต้องตื่นจากห้วงคำนึงหันมาสนทนาด้วย
อาของเขาอยู่อีกจังหวัดหนึ่ง นานๆ จึงจะแวะมาที่นี่สักครั้ง อาของเขาเคยบวชอยู่ที่กรุงเทพฯ
พักหนึ่ง ก่อนจะสึกมาเป็นผู้จัดการเดินเรือ
อาคนนี้ของเขาเป็นคนที่เรียนสูงกว่าใครในตระกูล จัดว่าเป็นคนทันสมัยที่ชอบติดตามความเป็นไปของบ้านเมือง
ทั้งยังชอบอ่านหนังสือ จึงมักจะเขียนจดหมายมาเล่าความเป็นไปของบ้านเมืองให้เงื่อมได้รับทราบเป็นระยะๆ
จะว่าไปแล้ว เงื่อมสนิทกับอาคนนี้ของเขามากที่สุด ในแง่ของความรู้สึกนึกคิด
บางทีอาจจะมากกว่าเตี่ยของเขาด้วยซ้ำ
ดังนั้น เงื่อมจึงไม่ลังเลใจที่จะขอคำปรึกษาปัญหาชีวิตจากอาที่เขาเคารพรักคนนี้ว่า
เขาควรจะเลือกทางเดินชีวิตหลังจากนี้อย่างไรดีถึงจะมีความหมายแก่ชีวิตอย่างแท้จริง
"ทำไม เธอไม่ บวช ล่ะเงื่อม? บวชเพื่อที่จะเรียนรู้ธรรมะให้ถึงแก่นจริงๆ
ราวกับนักดนตรีที่ศึกษาฝึกฝนศิลปะดนตรีอย่างทุ่มเทชีวิตจิตใจให้จนเชี่ยวชาญ
และแสดงโชว์ให้เป็นที่ประจักษ์แก่สายตาของผู้คนได้"
"แล้วงานทางบ้านล่ะครับ คุณอา?"
"อย่าไปห่วงเลยเงื่อม ทุกอย่างมีทางออกเสมอ แล้วอาจะพูดกับแม่ของเธอให้เอง
อีกอย่าง ยี่เกย น้องชายของเธอก็เริ่มโตพอที่จะช่วยงานทางบ้านแทนเธอได้แล้วด้วย
อาคิดว่า เธอควรจะลองบวชสักพรรษาหนึ่งก่อนนะ"
"ครับคุณอา"
"อ้อ เงื่อมหลานรัก แต่อามีข้อแม้ข้อหนึ่งที่อาขอให้หลานรับปากกับอาก่อนนะ
หากหลานจะคิดบวช คือ อาขอให้หลานตั้งใจศึกษาธรรมะอย่างให้เข้าถึงหัวใจของพุทธธรรมจริงๆ
จงอย่าบวชแบบครึ่งๆ กลางๆ เหมือนอย่างอาและคนอื่นๆ อีกเป็นจำนวนมาก..."
"...อาอยากให้หลานประสบความสำเร็จในสิ่งที่อา และคนเป็นจำนวนมากเคยมีโอกาส
แต่กลับทำไม่สำเร็จ นั่นคือการเข้าถึงพุทธธรรม"
สิ้นเดือนกรกฎาคมของปีนั้นเอง หนุ่มเงื่อมก็ได้บวชพระ โดยมีฉายาว่า "อินฺทปัญโญ"
ที่แปลว่า ผู้มีปัญญาอันยิ่งใหญ่
ในขณะนั้น ยังไม่มีใครคาดคิดได้เลยว่า พระหนุ่มบ้านนอกรูปนี้จะก่อให้เกิด
"การเปลี่ยนแปลงโครงสร้างเชิงลึก" แก่สังคมไทยครั้งมโหฬารในแค่ไม่กี่สิบปีหลังจากนั้น
(จากผู้จัดการออนไลน์)
|